การศึกษา

บทความทางการศึกษา

การศึกษา

บทความทางการศึกษา

นวัตกรรมทางการศึกษา

บทความด้านนวัตกรรมทางการศึกษา

เทคนิคการสอนเด็กเล็ก

บทความด้านเทคนิคการสอนเด็กเล็ก

แชร์ประสบการณ์

อีกส่วนหนึ่งของประสบการณ์สอนของครูกัน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวัตกรรมทางการศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวัตกรรมทางการศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

หน่วยความรู้เฉพาะเรื่อง (Learning Object)

Learning Object หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า LO (แอล โอ) LO นี้ นับเป็นอีกขั้นของการปฎิวัติของการสร้างสื่อเพื่อการเรียนรู้  แต่เดิมการสร้างสื่อเพื่อใช้ในการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาใดก็ตาม ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการพัฒนาค่อนข้างยาวนาน ส่งผลให้ผู้ที่สร้างหรือคิดจะสร้างต้องเลิกล้มโครงการ ดังนั้นหากได้มีการออกแบบจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่มีเนื้อหาการเรียนรู้เฉพาะ สาระเล็กๆหรือเป็นเรื่องย่อยๆ  สั้นๆ ก็จะเป็นส่วนให้การสร้างสื่อแบบนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่าย และใช้เวลาไม่นาน การออกแบบก็จะทำเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในเรื่องใด เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยจะนำเสนอเฉพาะแก่นของเรื่องย่อยๆ เท่านั้น
ที่สำคัญ มาตรฐานของ LO หากผู้สร้างพัฒนาภายใต้กรอบภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน หรือยึดตามมาตรฐาน SCORM ก็จะทำให้ LO ที่สร้างในหลายๆชิ้น นำมาต่อ หรือ จัดลำดับ เนื้อหาใหม่ เพิ่มรวมเป็นหลักสูตร ขนาดใหญ่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

สำหรับชื่อของ Learning Object หรือ LO มีผู้ให้ความหมายเป็นภาษาไทยไว้ว่า "หน่วยการสอนขนาดเล็ก" หรือ "แหล่งทรัพยากรขนาดเล็ก"ซึ่งในหลักสูตรนี้ จะเรียก Learning Object นี้ว่า หน่วยความรู้เฉพาะเรื่อง

ความหมายของ.Learning Object
มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายทางวิชาการ คำว่า Learning Object ไว้หลายความหมาย อาทิ

กิดานันท์ มลิทอง (2548) อ้างถึงใน ศยามน อินสะอาด (2550) learning object เป็นหน่วยการสอนขนาดเล็กที่ใช้ใน e-Learning ที่มีเนื้อหาเป็นอิสระภายในตัวเอง learning object แต่ละหน่วยจะมีส่วนประกอบของไฟล์ดิจิตอลรูปแบบต่างๆ รวมกันอยู่ในหน่วยนั้น ผู้ใช้สามารถนำแต่ละหน่วย มาใช้ร่วมกัน เพื่อเป็นบทเรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือใช้ซ้ำในเรื่องอื่นๆ ได้อีกอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด

ใจทิพย์ ณ สงขลา (2548) learning object ในระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง เนื้อหาสาระของความรู้หรือบทเรียน ในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข้อความ ภาพ หรือ เสียงที่มีขนาดพอเหมาะ สร้างตามมาตรฐานสากลและนำเสนอเผยแพร่ออนไลน์

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท., 2548) ให้คำจำกัดความของ learning object ไว้ว่าเป็นสื่อดิจิตอลประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะคือ เป็นสื่อประสม (multimedia) ที่ออกแบบเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุการเรียนรู้ที่คาดหวังอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ โดยแต่ละเรื่องจะนำเสนอแนวคิดหลักย่อยๆ ที่ผู้สอนสามารถเลือกใช้ learning object ผสมผสานกับการจัดการเรียนการสอนแบบอื่นๆ ได้ อย่างหลากหลาย ความแตกต่างของ learning object กับ สื่อดิจิตอลอื่นๆ ตรงที่เนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่จะได้รับ เนื่องจากสื่อชนิดนี้ “เน้นกระบวนการเรียนรู้”

สติยา ลังการ์พินธุ์ (2548) learning object ซึ่งเป็นสื่อที่ออกแบบเพื่อให้นักเรียน เรียนรู้แนวคิดหลักอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะสามารถจัดเก็บ และค้นหาในระบบดิจิตอลได้โดยสะดวก ครูสามารถนำไปใช้ซ้ำได้ในรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย ในลักษณะ
เดียวกับตัวต่อเลโก้ที่สามารถใช้ประกอบเป็นรูปร่างต่างๆ และสามารถแยกชิ้นส่วน แล้วนำตัวต่อชิ้นเดิม ไปสร้างเป็นรูปร่างใหม่ขึ้นมาได้

อนุชัย ธีระเรืองไชยศรี (2549) ได้ให้ความหมายของ learning object ว่าหมายถึง สื่อดิจิตอลที่ได้รับการออกแบบ มาเพื่อใช้สนับสนุนการเรียนรู้ และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หน่วยของเนื้อหา (ดิจิตอล) ที่ได้รับการออกแบบ ตามแนวคิดใหม่ จากหน่วยขนาดใหญ่เป็นหน่วยขนาดเล็กหลายหน่วย (smaller units of learning) หน่วยเนื้อหาแต่ละหน่วย (learning object) มีเนื้อหาสมบูรณ์ในตัวเอง (self-contained) เป็นอิสระจากกัน หน่วยเนื้อหาแต่ละหน่วย (learning object) สามารถนำไปใช้ซ้ำ (reusable) ได้ในหลาย โอกาส (หลายบทเรียน หลายวิชา) หน่วยเนื้อหาแต่ละหน่วย (learning object) สามารถนำมาเชื่อมโยงกัน เป็นหน่วยเนื้อหา ขนาดใหญ่ขึ้น ตามลำดับ (can be aggregated) จนเป็นรายวิชาหรือหลักสูตร สามารถกำหนดข้อมูลอธิบายหน่วยเนื้อหา แต่ละหน่วย (tagged with metadata) เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหา

คณะกรรมการมาตรฐานเทคโนโลยีการศึกษาของ IEEE (The IEEE’s Learning Technolearning objectgy Standards Committee) อ้างถึงใน ศยามน อินสะอาด (2550) ได้ให้คำจำกัดความของ “learning object” ไว้ว่า เป็นหนทางที่นำไปสู่การเป็นมาตรฐานในระดับชาติ (LTSC, 2000) เป็นสิ่งที่อยู่ในรูปของดิจิตอล หรือไม่ใช่ดิจิตอลสามารถถูกใช้นำมาใช้ใหม่ได้ หรือถูกนำมาอ้างในระหว่างการสนับสนุนการเรียนที่ใช้เทคโนโลยี ที่ขยายออกไปยังต่างประเทศอย่างกว้างขวาง

David A. Wiley (2000) อ้างถึงใน ศยามน อินสะอาด (2550) ให้คำจำกัดความของ “learning object” ว่าเป็น แหล่งทรัพยากรดิจิตอล” ที่สามารถนำมาใช้ใหม่เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ คำจำกัดความนี้ได้รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่สามารถส่งผ่านเน็ตเวิร์ก (network on demand) ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ยกตัวอย่างของการนำมาใช้ทรัพยากรดิจิตอลที่มีขนาดเล็ก ได้แก่ ภาพ ข้อมูล (live data feeds) วิดีโอ เสียงถ่ายทอดสด แอนนิเมชั่น ข้อความ และการใช้/ส่งผ่านเว็บแบบขนาดเล็ก Java calculator

ลักษณะเฉพาะที่สำคัญ
1. สภาพเป็นสื่อขนาดเล็กจึงสะดวกต่อการ จัดเก็บ แจกจ่าย และค้นหา
2. สามารถนำกลับมาใช้ นำกลับมาทบทวน หรือนำมาประกอบเป็นสาระเนื้อหาในวิชาใหม่ได้
3. สามารถนำสื่อ LO มาจัดวางลำดับ การนำเสนอ การเรียนรู้ นำไปสู่ความหลากหลาย เป็นส่วนกระตุ้นการเรียนรู้ให้มีความน่าสนใจ

ประเภทของ Learning Object
หน่วยความรู้เฉพาะเรื่อง (Learning object) ที่นิยมสร้าง จะมีทั้งแบบเรียบง่าย ที่อยู่ในรูปของไฟล์เอกสาร ขนาดสั้นประมาณ 1 หน้าเอกสาร หรือเป็นแบบเอกสารเว็บ ที่เผยแพร่ทั้งแบบ offline และ online องค์ประกอบหลักของสื่อในลักษณะนี้ จะมีตัวอักษรเป็นส่วนหลักในการให้การเรียนรู้ มีภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว เป็นส่วนขยายความ อีกปรพเภท จะเป็นสื่อที่อยู่ในรูปของไฟล์ข้อมูลมัลติมีเดียหรือ นไฟล์ภาพเคลื่อนไหวสำเร็จรูป ที่เป็นทั้งไฟล์ที่ตอบสนองการเรียนรู้ด้วยตัวมันเอง ส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์นามสกุล .gif, .swf, .mov .avi และ .wmv ส่วนไฟล์ประเภท .mpeg อาจจะมีบ้างเนื่องจากไฟล์ .mpeg จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่

โดยสรุปประเภทของ learning object จะมี 3 ประเภท
1. สื่อหรือไฟล์ข้อมูลที่แสดงในลักษณะเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอกสารเว็บ 

2. สื่อหรือไฟล์ข้อมูลที่แสดงภาพแบบต่อเนื่อง มีจุดประสงค์เพื่อให้เห็นสภาพการทำงาน หรือเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง


3. สื่อหรือไฟล์ข้อมูลที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำงานของตัว LO (จากตัวอย่างให้ท่านลากชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้า ไปวางบนวงจร แล้วทำกิจกรรมตามคำสั่ง) 



องค์ประกอบและการพัฒนา
ในส่วนขององค์ประกอบของ LO โดยที่ลักษณะเฉพาะของ LO เป็นหน่วยความรู้เฉพาะเรื่องขนาดสั้นๆ ที่สามารถ ให้สาระเนื้อหา ให้การเรียนรู้ อธิบายความหมาย ได้ด้วยตัวของมันเอง ดังนั้นองค์ประกอบของตัวสื่อ LO จึงขึ้นอยู่กับ การออกแบบ และจุดประสงค์ในการสื่อสารกับผู้เรียน เป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นในองค์ประกอบของตัว LO แต่ละตัวอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไข 3 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้
 LO ที่ เน้นอธิบายด้วยตัวอักษร มีสื่ออื่นประกอบ (ภาพ/กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือ วิดีโอ)
 LO ที่แสดงถึงกระบวนการ ลำดับขั้นตอน โดยมีสื่ออื่นประกอบ (ภาพ/กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือ วิดีโอ)
 LO ที่ออกแบบให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับตัวสื่อ อาทิ ควบคุมลำดับขั้นการเรียนรู้ มี interactive มีการให้ผลย้อนกลับ

วิธีการเรียนรู้
เนื่องจาก LO เป็นหน่วยความรู้ขนาดเล็ก ที่มีจุดมุ่งหมายในการ ให้ความรู้เฉพาะเรื่อง เล็กๆ สั้นๆ ดังนั้นการนำ LO มาจัดการเรียนรู้ ผู้จัดการศึกษาจะต้องพิจารณาถึง
1. ความเหมาะสม ต่อการเรียนรู้ของการใช้งาน
2. ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์
3. ความพร้อมของผู้เรียน
นอกจากนี้ในสถานศึกษาบางแห่ง มี LO ในแต่ละวิชา มีเป็นจำนวนมาก ครูผู้สอน สามารถนำ LO เหล่านี้ มาร้อยเรียง ผูกติดเรียงลำดับ เป็นเรื่องราบเพื่อใช้เป็นกระบวนการสำคัญของการสอนได้อีกด้วย

บทสรุป
LO ในเส้นทางของสื่อการเรียนรู้เฉพาะเรื่องขนาดเล็กนี้ จะยังมีช่องทางการพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยี Software ด้วยเทคโนโลยีของ HTML ที่ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 5 เป็นส่วนที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้ครูผู้สอนที่มีทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างสรรงาน LO ได้รวดเร็ว และง่ายยิ่งขึ้นกว่ารูปแบบหรือระบบดั้งเดิม และหากสถานศึกษา ได้รวมตัวกัน ร่วมมือกันพัฒนา ก็จะช่วยให้สื่อการศึกษา มีการพัฒนา ก้าวไกล ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง Learning Object เพิ่มเติม



ตัวอย่างที่ 1 Life Cycles




ตัวอย่างที่ 2 Water Cycle




การเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)

ปัจจุบันพบว่า มีความสับสนในด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในหลากหลายด้าน อาทิ ในเรื่องของนวัตกรรมทางการศึกษา มีความสับสนกันระหว่าง ระบบและวิธีการเรียนรู้ (Systems approach to learning) กับสื่อการเรียนรู้ (Media for learning) นักการศึกษาหลายรายมองเห็น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีสถานะเพียงแค่ สื่อ ซึ่งแท้จริงแล้ว คอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) ซึ่งชื่อก็บอกชัดเจนว่าช่วยในการสอน จึงเป็นมากกว่าสื่อ จะถือได้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น คือ ระบบการเรียนรู้


คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือที่รู้จักในชื่อของ CAI (Computer Assisted Instruction) เป็น นวัตกรรมที่อยู่ในรูปของระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และอยู่ในลักษณะสื่อการเรียนการสอนด้วยเช่นกัน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจัดเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นมานาน มากกว่า 20 ปี ที่ครั้งหนึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่เฟื่องฟูมากๆ ในวงการศึกษาโดยเฉพาะครู รวมถึงวงการธุรกิจเพื่อการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร ในยุคนั้นถือได้ว่า CAI เป็นสื่อที่อยู่ในรูปของ CD-Rom Based System การสร้างชุดคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระยะแรก เป็นการพัฒนาจากโปรแกรมทางภาษา และจากโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ (โปรแกรม Authorware, Director, ToolBook หรือแม้กระทั่งโปรแกรม Flash) แม้ว่า CAI เต็มระบบจริงๆ จะดูเหมือนตายไปจากวงการศึกษา แต่ CAI ที่อยู่ในลักษณะสื่อเรียนรู้เฉพาะเนื้อหาสั้นๆขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า หน่วยความรู้เฉพาะเรื่อง(learning object) ยังคงมีผู้สร้างนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสามารถศึกษาเรียนรู้เรื่อง learning object

ส่วนโปรแกรมพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ จากเว็บไซต์ผู้ผลิตด้านล่าง

Adobe Authorware จัดเป็นโปรแกรมประเภท Authoring System ที่ใช้ ในการสร้างสื่อบทเรียน ช่วยสอนที่สมบูรณ์ที่สุด ผู้สร้างสามารถเรียบเรียงวางชิ้นส่วนบนเส้นสร้างงานได้อย่างอิสระ สามารถนำไปสร้างสรรงานนำเสนอประสิทธิภาพสูง รองรับการสร้างงานลักษณะ Multimidia มีทั่งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงเพลง เสียงอธิบาย Sound Effect และสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้โปรแกรมได้ หลายรูปแบบ ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง แม้ว่าปัจจุบัน Authorware จะขาดการพัฒนามานาน คงอยู่ที่เวอร์ชั่น 7 แต่ก็ถือได้ว่าเป็นโปรแกรมที่ตอบสนองการพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐาน SCORM ที่ดีที่สุดโปรแกรมหนึ่ง

Adobe Director เป็นโปรแกรมสร้างมัลติมีเดียที่มีประสิทธิภาพสูง ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นโปรแกรมที่รองรับชิ้นส่วนของสื่อที่หลากหลายนำเข้ามาแสดงผลได้อย่างลงตัว และใช้งานร่วมกันได้เป็น อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ภาพ ประเภทต่างๆทั้ง vector และ bitmap สนับสนุน มัลติมีเดียได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น Windows Media, RealMedia, QuickTime, Flash รวมถึงการเข้าถึงข้อมูล DVD-Video ได้ อีกด้วย สร้างสรรงานได้ดี อย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยการใช้ภาษา JavaScript และ ภาษา Lingo อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของ Director เอง ผลงานที่ได้สามารถ deploy ลง บน CD-R, DVD หรือ Intranet ภายในองค์กร หรือจะทำการเผย แพร่ไปสู่ website ที่มีผู้ใช้งานไฟล์ของ director นี้มากกว่า 300 ล้านรายทั่ว โลกในรูปแบบ Shockwave Player



Adobe Flash เป็นโปรแกรมที่มีความสามารถในด้านการสร้างภาพเคลื่อนไหว ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Adobe (เดิมคือ Macromedia ค่ายเดียวกับ Authorware) ซึ่งได้พัฒนาปรับปรุงเครื่องมือต่างๆ ให้มีความสามารถใช้งานได้สะดวก สามารถใช้ผลิตสื่อการสอนเชิงโต้ตอบ (Interactive), สื่อ Presentation, เกม, แบบทดสอบ, e-book, website, Streaming Video, ฐานข้อมูล, งานกราฟิก และสร้างภาพเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ภาพยนตร์การ์ตูนเอนิเมชั่น




Toolbook เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปตัวหนึ่งที่ใช้สำหรับพัฒนา คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่ดีอีกโปรแกรม ลักษณะเฉพาะเป็นโปรแกรมมีความยืดหยุ่น สามารถดำเนินเรื่องราวได้ตามที่ได้วางแผนไว้ รองรับการใช้ภาษาคำสั่งเฉพาะในแต่ละวัตถุที่ หน้าแสดงผล (Page) หรือพื้นหลัง นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างพร้อมใช้ (Widgets) เพื่อช่วยในการสร้างงาน และแบบฝึกหัดในรูปแบบต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน ToolBook ได้พัฒนาให้สามารถบันทึกไฟล์ในรูปแบบ HTML เพื่อแสดงผลทางอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี และยังสามารถสร้างสื่อนำเสนอ(Presentations)ได้น่าสนใจอีกด้วย



Adobe Captivate เป็นอีกโปรแกรมในการสร้างสื่อการเรียนการสอนที่สนองต่อ กระบวนการพัฒนาสื่อที่ดีอีกโปรแกรมหนึ่ง รองรับการพัฒนาสื่อแบบมัลติมีเดีย ด้วย animation เช่นเดียวกับ Adobe flash ลักษณะที่สำคัญมีชุดสร้างสรรงานที่สามารถกำหนดการโต้ตอบ(คล้ายคลึง CourseBuilder และ Authorware)กับผู้ใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังรองรับการสร้างสื่อจำลองสถานการณ์ แบบ simulation การสร้างแบบทดสอบหลากหลายแบบตามมาตรฐาน SCORM การสร้างสื่อจากสื่อนำเสนอ powerpoint และยังสามารถสร้างสรรงานได้อีก หลายรูปแบบ ถือได้ว่าเป็นโปรแกรมที่สร้างงานค่อนข้างง่าย เป็นอีกโปรแกรมที่มีผู้นำไปพัฒนา Learning Object สื่อการเรียนรู้ของทศวรรษนี้


นอกจากโปรแกรมดังที่กล่าวในข้างต้น ยังมีอีกหลายโปรแกรมที่ถูกผลิต พัฒนามาให้นักพัฒนาสื่อได้เลือกใช้ ซึ่งท่านสามารถ ศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ หรือ นิตยสารด้านคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป สำหรับผู้ที่คิดจะพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นอกจากจะต้องมีทักษะ ในการออกแบบสื่อเพื่อการเรียนรู้แล้ว ยังต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้โปรแกรม หรือภาษาคำสั่งเป็นอย่างดี

ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
สำหรับคำ ความหมายของคำว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้หลากหลายดังนี้

+ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือโปรแกรมช่วยสอน คือสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนอันหนึ่ง CAI คล้ายกับ สื่อการสอนอื่น ๆ เช่น วิดีโอช่วยสอน บัตรคำช่วยสอน โปสเตอร์ แต่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะดีกว่าตรงที่ตัวสื่อการสอน ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์นั้น สามารถโต้ตอบกับนักเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับคำสั่งเพื่อมาปฏิบัติ ตอบคำถามหรือไม่เช่นนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นฝ่ายป้อนคำถาม (นัยนา เอกบูรณวัฒน์, 2539)

+  คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI : Computer Assisted Instruction) หมายถึง การประยุกต์นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียนการสอน โดยมีการพัฒนาโปรแกรมขึ้น เพื่อนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเสนอแบบติวเตอร์ (Tutorial) แบบจำลองสถานการณ์ (Simulations) หรือแบบการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) เป็นต้น การเสนอเนื้อหาดังกล่าวเป็นการเสนอโดยตรง ไปยังผู้เรียนผ่านทางจอภาพหรือแป้นพิมพ์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม วัสดุทางการสอนคือโปรแกรมหรือ Courseware ซึ่งปกติจะถูกจัดเก็บไว้ในแผ่นดิสก์หรือหน่วยความจำของเครื่องพร้อมที่จะเรียกใช้ได้ตลอดเวลา การเรียนในลักษณะนี้ ในบางครั้งผู้เรียนจะต้องโต้ตอบ หรือตอบคำถามเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการพิมพ์ การตอบคำถามจะถูกประเมินโดยคอมพิวเตอร์ และจะเสนอแนะขั้นตอนหรือระดับในการเรียนขั้นต่อ ๆ ไป กระบวนการเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ (ศิริชัย สงวนแก้ว, 2534)
+  คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI คือ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนโดยใช้โปรแกรมการเรียน การเรียนการสอนที่ผ่านคอมพิวเตอร์ประเภทใดก็ตาม กล่าวได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI มีคำที่ใช้ในความหมายเดียวกันกับ CAI ได้แก่ Computer-Assisted Learning (CAL) , Computer-aided Instruction (CaI) , Computer-aided Learning (CaL) เป็นต้น (Hannafin & Peck, 1988)

+  คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือบทเรียนซีเอไอ (Computer-Assisted Instruction; Computer-Aided Instruction : CAI) คือ การจัดโปรแกรมเพื่อการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ เป็นสื่อช่วยถ่ายโยงเนื้อหาความรู้ไปสู่ผู้เรียน และปัจจุบันได้มีการบัญญัติศัพท์ที่ใช้เรียกสื่อชนิดนี้ว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน” (วุฒิชัย ประสารสอน, 2543)

จากความดังกล่าว สามารถสรุปความหมายของ “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” หรือ CAI คือ การนำคอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องมือสร้างให้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้เรียนนำไปเรียนด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้ ในโปรแกรมประกอบไปด้วย เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ ลักษณะของการนำเสนอ อาจมีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว สีหรือเสียง เพื่อดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการแสดงผลการเรียนให้ทราบทันทีด้วยข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียน และยังมีการจัดลำดับวิธีการสอนหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละคน ทั้งนี้จะต้องมีการวางแผนการในการผลิตอย่างเป็นระบบในการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่แตกต่างกัน

นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเองยังมีลักษณะที่เรียกว่า “บทเรียนสำเร็จรูป” แต่เป็นบทเรียนสำเร็จรูปโดยการใช้ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางแทนสิ่งพิมพ์หรือสื่อประเภทต่าง ๆ ทำให้บทเรียนสำเร็จรูปในคอมพิวเตอร์มีศักยภาพเหนือกว่าบทเรียนสำเร็จรูปในรูปแบบอื่น ๆ ทั้งหมดโดยเฉพาะมีความสามารถที่เกือบจะแทนครูที่เป็นมนุษย์ได้ มีขั้นตอนการสร้าง และการพัฒนาบทเรียนเช่นเดียวกับบทเรียนสำเร็จรูปประเภทอื่น ๆ (ไพโรจน์ ตีรณธนากุล, 2528)

จากลักษณะของสื่อที่เป็น “บทเรียนสำเร็จรูป” และสื่อที่เป็น “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” จึงสามารถสรุปเป็นความหมายของ “บทเรียนสำเร็จรูปคอมพิวเตอร์การสอน” (Computer Instruction Package :CI Package ) ว่าหมายถึง บทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้นในลักษณะซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Package Software) นำไปสอน (Instruction) เนื้อหาใหม่ โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนบทเรียน หรือนำเสนอบทเรียน ผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเองได้ตามระดับความสามารถของตนเอง ในบทเรียนมีแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน จุดเด่นที่สำคัญของบทเรียน คือ การนำเสนอเนื้อหาในลักษณะหลายสื่อ (Multimedia) ได้แก่ประเภท ข้อความ (Text) รูปภาพ (Image) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) ภาพวิดีโอ (Video) และเสียง (Audio) โดยที่ผู้เรียนจะมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กับบทเรียนโดยผ่านเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา (ศิริชัย นามบุรี, 2542)

คำภาษาอังกฤษที่ใช้เรียก คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่
Computer Assisted Instruction (CAI),
Computer Aided Instruction (CAI),
Computer Assisted Learning (CAL),
Computer Aided Learning (CAL),
Computer Based Instruction (CBI),
Computer Based Training (CBT),
Computer Administered Education (CAE) ,
Computer Aided Teaching (CAT)
แต่คำที่นิยมใช้ทั่วไปในปัจจุบัน
Computer Assisted Instruction หรือ CAI


ลักษณะเฉพาะที่สำคัญ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบรายบุคคล ที่นำเอาหลักการของบทเรียนโปรแกรมและ เครื่องช่วยสอนมาผสมผสานกัน รูปแบบของสื่อ ถูกออกแบบให้ทำงานภายใต้ทรัพยากร ของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ข้อมูลการเรียนรู้ จะอยู่ในรูปของไฟล์ข้อมูลที่นำมาลง หรือติดตั้ง ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ อาจจะเล่นบนแผ่น CD-Rom/DVD โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะตอบสนอง ในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเป็นรายบุคคล
โดยมีคุณลักษณะองค์ประกอบที่สำคัญ แบ่งเป็น
+ การนำเข้าสู่บทเรียน
+ การนำเสนอสาระเนื้อหา
+ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรมกับผู้เรียนรู้
+ การทดสอบประเมินผล

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ โดยยึดหลักการที่สำคัญที่เรียกว่า 4 Is อันได้แก่
1. Information คือ ความเป็นสารสนเทศในตัวเอง
2. Interactive การมีปฎิสัมพันธ์กับผู้เรียน
3. Individual คือ การเรียนรู้ด้วยตนเอง
4. Interactive คือ การตอบสนองโดยทันที



ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบ่งไปตามลักษณะวิธีการนำเสนอเนื้อหา
มีผู้แบ่งประเภทคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้หลากหลาย บ้างก็ 5 แบบ 7 แบบ ซึ่งก้แตกต่างกันบ้าง คล้ายกันบ้าง ซึ่งในเรื่องประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไพโรจน์ ตีรณธนากุล และไพบูลย์ เกียรติโกมล ได้แบ่งตามลักษณะของวิธีการนำเสนอเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอน เป็น 8 ประเภท ดังนี้

1. แบบการสอน (Instruction)เพื่อใช้สอนความรู้ใหม่แทนครู ซึ่งจะเป็นการพัฒนาแบบ Self Study Package เป็นรูปแบบของการศึกษาด้วยตนเอง จะเป็นชุดการสอนที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง และทักษะในการพัฒนาที่สูงมาก เพราะจะยากเป็นทวีคูณกว่าการพัฒนาชุดการสอนแบบโมดูลหรือแบบโปรแกรมที่เป็นตำรา ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทมากในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะ IMMCAI :Interaction Multi Media CAI บน Internet

2. แบบสอนเสริมหรือทบทวน (Tutorial)เป็นบทเรียนเพื่อทบทวนการเรียนจากห้องเรียนหรือจากผู้สอนโดยวิธีใด ๆ จากทางไกล หรือทางใกล้ก็ตาม การเรียนมักจะไม่ใช่ความรู้ ใหม่ หากแต่จะเป็นความรู้ที่เคยได้รับมาแล้วในรูปแบบอื่น ๆแล้วใช้บทเรียนซ่อมเสริมเพื่อตอกย้ำ ความเข้าใจที่ถูกต้องและสมบูรณ์ดีขึ้น สามารถใช้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังนั้น CAI ประเภทนี้จึงไม่สามารถนำมาสอนแทนครูได้ทั้งหมด เพียงแต่นำมาใช้สอนเสริมหรือใช้ทบทวนในรายวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนมาแล้วในชั้นเรียนปกติ

3. แบบฝึกหัดและฝึกปฏิบัติ (Drill and Practice)
เพื่อใช้เสริมการปฏิบัติหรือเสริมทักษะ กระทำบางอย่างให้เข้าใจยิ่งขึ้นและเกิดทักษะที่ต้องการได้ เป็นการเสริมประสิทธิผลการเรียนของผู้เรียน สามารถใช้ในห้องเรียน เสริมขณะที่สอนหรือนอกห้องเรียน ณ ที่ใด เวลาใดก็ได้ สามารถใช้ฝึกหัดทั้งทางด้านทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งทางช่างอุตสาหกรรมด้วย

4. แบบสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) เพื่อใช้สำหรับการเรียนรู้ หรือทดลองจากสถานการณ์ที่จำลองจากสถานการณ์จริง ซึ่งอาจจะหาไม่ได้หรืออยู่ไกล ไม่สามารถนำเข้ามาในห้องเรียนได้ หรือมีสภาพอันตราย หรืออาจสิ้นเปลืองมากที่ต้องใช้ของจริงซ้ำ ๆ สามารถใช้สาธิตประกอบการสอน ใช้เสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ซ่อมเสริมภายหลังการเรียนนอกห้องเรียน ที่ได้ เวลาใด ก็ได้

5. แบบสร้างเป็นเกม (Game) การเรียนรู้บางเรื่อง บางระดับ บางครั้ง การพัฒนาเป็นลักษณะเกม สามารถเสริมการเรียนรู้ได้ดีกว่า การใช้เกมเพื่อการเรียน สามารถใช้สำหรับการเรียนรู้ความรู้ใหม่หรือเสริมการเรียนในห้องเรียนก็ได้ รวมทั้งสามารถสอนทดแทนครูในบางเรื่องได้ด้วย จะเป็นการเรียนรู้จากความเพลิดเพลิน เหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีระยะเวลาความสนใจสั้น เช่น เด็ก หรือในภาวะสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวย เป็นต้น

6. แบบการแก้ปัญหา (Problem Solving)เป็นการฝึกการคิด การตัดสินใจ สามารถใช้กับวิชาการต่างๆ ที่ต้องการให้สามารถคิดแก้ปัญหา ใช้เพื่อเสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ในการฝึกทั่วๆไป นอกห้องเรียนก็ได้ เป็นสื่อสำหรับการฝึกผู้บริหารได้ดี

7. แบบทดสอบ (Test) เพื่อใช้สำหรับตรวจวัดความสามารถของผู้เรียน สามารถใช้ประกอบการสอนในห้องเรียน หรือใช้ตามความต้องการของครู หรือของผู้เรียนเอง รวมทั้งสามารถใช้นอกห้องเรียน เพื่อตรวจวัดความสามารถของตนเองได้ด้วย

8. แบบสร้างสถานการณ์เพื่อให้ค้นพบ (Discovery) เป็นการจัดทำเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ จากประสบการณ์ของตนเอง โดยการลองผิดลองถูก หรือเป็นการจัดระบบ นำล่องเพื่อชี้นำสู่การเรียนรู้ สามารถใช้เรียนรู้ความรู้ใหม่หรือเป็นการทบทวนความรู้เดิม และใช้ ประกอบการสอนในห้องเรียนหรือการเรียนนอกห้องเรียน สถานที่ใด เวลาใด ก็ได้
(ไพโรจน์ ตีรณธนากุล และไพบูลย์ เกียรติโกมล, 2539)


ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบ่งไปตามจุดประสงค์การสร้าง รูปแบบจะเหมือนกับการออกแบบ บทเรียนโปรแกรม เพียงแต่ CAI สามารถที่จะก้าวข้มไปได้รวดเร็ว สามารถมีปฏิสัมพัธ์กับผู้เรียนทันทีทันใด และสามารถคำนวน กำหนดเส้นทางให้ผู้เรียน ศึกษาเรียนรู้เนื้อหา ไปตามโครงสร้าง เงื่อนไขของความรู้ โดยอัตโนมัติ โดยมีรูปแบบ 3 รูปแบบ คือ

1. บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (linear program) บทเรียนชนิดนี้ มีลักษณะที่เรียบง่าย มีการเรียงลำดับเนื้อหา โดยผู้เรียนต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เรื่องแรก สาระแรก และกิจกรรมแรก เรียงไปจนครบ ซึ่งผู้เรียนจะไม่สามารถข้ามลำดับเนื้อหาได้ บทเรียนสำเร็จรูปแบบนี้ ออกแบบง่าย ไม่ยุ่งยาก   แต่บทเรียนแบบเส้นตรงจะไม่สนองต่อผู้เรียนที่มีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาบางส่วน จึงไม่สามารถก้าวข้ามเนื้อหาได้

ลักษณะของการเรียนบทเรียนเป็นแบบให้ความรู้ แล้วติดตามด้วยกิจกรรมตอบคำถาม หากผู้เรียนตอบผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใด จะถูกกำหนดให้ย้อนกับไปทบทวนหรือศึกษาในเนื้อหานั้นๆก่อน จนกว่าจะสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง จึงจะมีสิทธิ์ไปศึกษาเรียนรู้ในเนื้อหาถัดไปได้
บทเรียนแบบเส้นตรงเหมาะสำหรับการเรียนรู้ที่ต้องใช้ความจำ ความเข้าใจ เป็นหลัก ไม่เหมาะกับการเรียนรู้แบบความเข้าใจ


2. บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (branching program) เป็นบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาเป็นส่วนๆ เช่นเดียวกับแบบเส้นตรง แต่จะทำการออกแบบลำดับเนื้อหา พร้อมตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน หากผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมผ่าน ก็จะมีคำสั่งให้ผู้เรียนไปศึกษาในเนื้อหาถัดไป หรือข้ามเนื้อหาบางเรื่องไป  แต่ถ้าผู้เรียนยังสับสน ไม่เข้าใจเนื้อหาพื้นฐาน ก็จะกำหนดให้ไปศึกษายังจุดที่เป็นสาระพื้นฐาน   หรือหากผู้เรียนไม่เข้าใจในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งก็จะกำหนดให้ไปศึกษาเฉพาะเรื่องนั้นๆ

บทเรียนแบบสาขาจะสนองต่อผู้เรียนที่มีพื้นความรู้ดี หรือมีพื้นความรู้เดิมในเรื่องที่กำลังศึกษา หากผู้ออกแบบบทเรียนได้ทำการออกแบบให้ยืดหยุ่น รองรับการข้ามเนื้อหาเมื่อผ่านการทดสอบอย่างอิสระแล้ว บทเรียนลักษณะนี้ จะตอบสนองกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้หลากหลายระดับสติปัญญา

ลักษณะของการเรียนบทเรียนเป็นแบบให้ความรู้ ในแต่ละเรื่องแล้วทำกิจกรรมเช่นเดียวกับแบบเส้นตรง เพียงแต่ผู้เรียนมีสิทธิที่จะไม่เรียนในบางเรื่องที่มีความรู้แล้ว มีสิทธิที่จะข้ามการทำกิจกรรมในส่วนที่มีความรู้ได้ หรือผู้ออกแบบอาจออกแบบเฉพาะให้ผู้เรียนทำเฉพาะกิจกรรมโดยไม่ต้องศึกษาเนื้อหาก็ได้

นอกจากรูปแบบบทเรียนแบบสาขาภาพบนแล้ว บทเรียนสาขายังมีรูปแบบชนิดเลือกเรียนรู้ในบางสาระเนื้อหา โดยอิสระได้อีกด้วย เหมาะสำหรับการเรียนรู้เฉพาะเรื่อง ที่ไม่ต้องมีการวัดผล ประเมินผล ผู้เรียนจะศึกษาเฉพาะเนื้อหาที่สนใจ เหมาะสำหรับกระบวนการศึกษาตามอัธยาศัย



3. บทเรียนสำเร็จรูปแบบผสม (combination program) เป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่มีรูปแบบผสมผสานทั้งแบบการเรียนรู้เรียงไปตามลำดับ และการเรียนรู้แบบแยกสาขา ซึ่งกลไกก็จะนำลักษณะทั้งสองแบบมาผสมผสานกัน ทั้งนี้ผู้ออกแบบจะพิจารณาลักษณะของเนื้อหาเป็นเกณฑ์ หากส่วนใด จำเป็นต้องมีลำดับการเรียนรู้เป็นขั้น เป็นตอนก็จะใช้รูปแบบเส้นตรงมาใช้ในส่วนของเนื้อหานั้นๆ


องค์ประกอบและการพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
การสร้างสื่อการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางในการนำเสนอเนื้อหาสาระ ที่เสมือนเป็น ตัวแทนของครู ดังนั้นในการออกแบบเพื่อสร้างสื่อ ครูผู้สอน หรือผู้มีประสบการณ์ในเนื้อหาวิชานั้นๆ เป็นผู้มีส่วนร่วม หรือผู้ดำเนินการ ซึ่งควรมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. การนำเสนอเนื้อหา ต้องมีปริมาณพอดีกับหน้าจอแสดงผล
2. โครงสร้างสภาพแวดล้อม(ปุ่มควบคุม ขนาด สีสันและรูปแบบตัวอักษร) ต้องมีความคงที่ ลักษณะคงเดิมไม่เคลื่อนย้ายไปมา
3. สื่อที่สร้างต้องมีความเป็นมัลติมีเดีย เพื่อเร้าในการเรียนรู้ ได้แก่ เนื้อหา ภาพนิ่ง คำถาม ภาพเคลื่อนไหว
4. มีการประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนโดยทันที ได้แก่ การตัดสิน คำตอบ
5. ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการเสริมแรง ได้แก่ การให้รางวัลหรือคะแนน
6. ผู้เรียนสามารถเข้าถึง เลือกทบทวนบทเรียน ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

วิธีการเรียนรู้
แม้ว่า CAI เป็นวิธีการเรียนการสอน ในรูปของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยครูสอน แต่ไม่ได้หมายความว่า CAI นี้ จะสามารถทำหน้าที่แทนครูได้ทั้งหมด ครูยังจำเป็นที่ต้องคอยแนะนำ สรุปผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่สำคัญ ครูต้องมีส่วนในการพัฒนา จัดสร้างสื่อ CAI ทั้งในขั้นการออกแบบ การเตรียมเนื้อหา เพี่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของการเรียนรู้ในเนื้อหานั้นๆ

ในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI เป็นอีกวิธีการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้ศึกษาเรียนรู้ หรือแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งโดยธรรมชาติของ CAI นี้ มาจากหลักการที่มีการส่งผ่านปริมาณเนื้อหาที่ละส่วน มีกิจกรรมหลากหลาย ที่สามารถตรึงพฤติกรรมต่อการเรียนรู้ มีกระบวนการย้อนกลับเพื่อแสดงผลสัมฤทธิ์ หรือความก้าวหน้าในการเรียนรู้
และเนื่องจาก CAI เป็นวิธีการที่วางอยู่บนสื่อที่ให้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้สร้างบทเรียน จะต้องมีส่วนแนะนำการใช้บทเรียน มีส่วนช่วยเหลือที่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ซึ่งต้องมาจากการออกแบบในการเข้าถึงควบคุมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ จะทำหน้าที่จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีความเป็นมิตร

ซึ่งผู้ออกแบบจะต้อง มุ่งให้ผู้เรียนมากกว่าผู้สอนผู้ออกแบบบทเรียนสำเร็จรูป และผู้สอนจึงต้องจัดสภาพการเรียนให้ผู้เรียน ได้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่วางไว้ ก่อนอื่นผู้สอนควรได้คุ้นเคยกับการใช้บทเรียนสำเร็จรูปเป็นอย่างดี และบูรณาการบทเรียนสำเร็จรูปเข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบอื่น เช่น การบรรยายหรือการอภิปรายได้ เป็นต้น
ก่อนเริ่มเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปครั้งแรก ผู้สอนควรอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจถึงวิธีการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เช่น เขียนคำตอบไว้ในเล่มหรือแยกต่างหากในกระดาษเขียนคำตอบและควรอธิบายให้ผู้เรียนทราบว่า คำถามในบทเรียนนั้นไม่ใช่ข้อทดสอบ ดังนั้นผู้เรียนไม่ควรกลัวว่าจะตอบผิด เพราะไม่เกี่ยวกับการให้คะแนน หรือ ให้เกรดแต่อย่างใดถ้าผู้เรียนตอบผิดโปรแกรมก็จะช่วยให้คำตอบที่ถูกต้อง บทเรียนสำเร็จรูปนั้นมีไว้เพื่อการเรียนไม่ใช่เพื่อการสอน ผู้เรียนควรได้เรียนไปได้ช้าหรือเร็วตามความสามารถของตนเอง ไม่ควรจะเร่งรัดหรือถ่วงให้ช้าโดยผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ถาม เมื่อมีข้อสงสัยอาจเกิดจากความกำกวมหรือผิดพลาดของบทเรียน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการแก้ไขบทเรียนให้ดีขึ้นไป
อีกประการหนึ่งควรมีการย้ำให้ผู้เรียนตระหนักถึงความซื่อสัตย์ต่อตนเองโดยไม่แอบดูคำตอบก่อน ควรได้คิดหรือตอบคำถามด้วยตนเองก่อนที่จะดูคำตอบ การแอบดูคำตอบก่อนจะทำให้ผู้เรียนไม่ได้อะไรจากการใช้บทเรียนสำเร็จรูปเพราะผู้เรียนจะเสียโอกาสในการเรียนไป

บทสรุป
แม้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI ที่มีทั้งรูปแบบเต็มเนื้อหาหลักสูตร หรือเนื้อหาเฉพาะบางเรื่องของหลักสูตร ที่ได้ผ่านยุคเฟื่องฟูมาหลายช่วงปี และมีกระแสเกาะติดในวงการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน ช่วงหลังสุด ปี 2549-2551 เป็นอีกช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กระแสของ CAI เป็นที่นิยมสูงสุด เห็นได้จากวงการธุรกิจทำสื่อการสอนด้านโปรแกรม ซึ่งช่วงเวลา 2-3 ปีนั้น CAI ที่ทำจากโปรแกรม Flash ผสมควบคู่กับโปรแกรมจับหน้าจอ เป็นยุคที่เฟื่องฟูมากๆ แต่ในวงการศึกษา ด้านสื่อการเรียนการสอนจริงๆ โดยเฉพาะ Authorware และ Flash กับค่อยๆจางหายไป อันอาจจะมาจากสาเหตุความยากของตัวโปรแกรม ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าจะมีโปรแกรมใหม่ๆ มาทดแทน อาทิ Captivate ก็ดูเหมือนว่าครู ยังไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของโปรแกรมนี้เท่าใดนัก แต่เชื่อได้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนอาจจะยังไม่ตายไปจริงๆ สื่อในลักษณะคอมพิวเตอร์ช่วยสอนรูปแบบใหม่ ที่มีเนื้อหาเฉพาะเรื่องสั้นๆ ใช้เวลาสร้างไม่นาน ที่ชื่อว่า Learning Object จะเข้ามาแทนที่ และถึงเวลานั้นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเต็มหลักสูตร อาจกลับมาอีกครั้ง

การศึกษาทางไกล(1)




บทนำ
ในการจัดการศึกษาพื้นฐานทั่วไป ก็คือการเรียนรู้ในสถานศึกษาที่เป็นห้องเรียน ของโรงเรียน หรือสถานศึกษาต่างๆ แต่สภาพการจัดการศึกษาในบางพื้นที่ ไม่สามารถที่จะจัดตั้งสถานศึกษากระจายไปทั่วทุกพื้นที่ได้ ทำให้มีผู้ที่พลาดโอกาสทางการศึกษาเกิดขึ้น หน่วยงานทางการศึกษาหน่วยหนึ่ง(กศน.) ได้ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการศึกษาให้กับบุคลผู้พลาดโอกาสเหล่านี้ ด้วยระบบการศึกษาที่เอื้อต่อสภาพความเป็นอยู่ของผู้เรียนมากที่สุด หนึ่งในวิธีการจัดการเรียนรู้ ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในสมัยนั้นก็คือ การเรียนทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ไกลสถานที่เรียน หรือไม่สามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนได้ และนี่ก็คืออีกรูปแบบหนึ่งของการศึกษาที่เราเรียกว่า การศึกษาทางไกล(Distance Learning)

แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาทางไกล คือ “การจัดการศึกษาตลอดชีวิต” ซึ่งมีความเชื่อว่า การศึกษาเป็นปัจจัย ที่สำคัญประการหนึ่งในการดำรงชีวิตเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย ประเด็นสำคัญ คือ การศึกษาที่ยึดตามแนวคิดและหลักการนี้ ต้องตอบสนองต่อความต้องการของสังคม และสมาชิกของสังคมทุกเพศ ทุกวัย โดยจะต้องมีรูปแบบและวิธีจัดการศึกษาที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของทุกคน ดังนั้น หลักการของการจัด การศึกษาทางไกล คือ การยอมรับศักยภาพของบุคคลแต่ละคน ที่จะสามารถแสวงหาความรู้ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ ในสภาพแวดล้อมและเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างที่ได้จัดเตรียมไว้
จาก diagram ข้างบนจะเห็นว่า การศึกษาทางไกล เป็นการศึกษาที่ได้รวมเอาลักษณะของการจัดการศึกษารูปแบบต่างๆนำมาใช้ นำมาเป็นเครื่องมือ หรือวิธีการที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมาย เมื่อเทคโนโลยีในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการศึกษาทางไกลในวันนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีต่างๆ เช่นกัน ทำให้มีการนำวิธีการ เครื่องมือ ช่องทางสื่อสาร เข้ามาเป็นช่องทาง เป็นองค์ประกอบร่วมในการดำเนินการจัดการศึกษาทางไกล
การศึกษาทางไกล หมายถึง วิธีการจัดการศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่ได้พบกันโดยตรงเป็นส่วนใหญ่แต่ผู้สอนจะถ่ายทอดเนื้อหาวิชาความรู้ ประมวลประสบการณ์ต่าง ๆ ไปทางสื่ออาจจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เทปเสียง วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ โดยที่ผู้เรียนจะรับความรู้จากสื่อเหล่านี้ในลักษณะของการเรียนด้วยตนเอง

การศึกษาทางไกล เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนโดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ และเวลา และสามารถบริการแก่ทุกคนที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกเนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทาง ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี มีความรู้ใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างไร้ขอบเขต เทคโนโลยีการศึกษาช่วยให้มนุษยชาติดำรงอยู่ได้และสามารถตามทันการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน กระจายการเรียนการสอนให้แพร่หลายอย่างกว้างขวาง เข้าถึงผู้เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และตอบสนองความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง

ความหมายของการศึกษาทางไกล
มีผู้ให้คำนิยามของการเรียนทางไกล (Distance learning) หรือการศึกษาทางไกล (distance education) ไว้หลายท่านด้วยกันดังนี้
เบิร์ก และฟรีวิน (E.R.Burge and CC Frewin ,1985 : 4515)  ได้ให้ความหมายของการ เรียนการสอนทางไกลว่า หมายถึงกิจกรรมการเรียนที่สถาบันการศึกษาได้จัดทำเพื่อให้ผู้เรียนซึ่งไม่ได้เลือกเข้าเรียน หรือไม่สามารถจะเข้าเรียนในชั้นเรียนที่มีการสอนตามปกติได้กิจกรรมการเรียนที่จัด ให้มีนี้จะมีการผสมผสานวิธีการที่สัมพันธ์กับทรัพยากร การกำหนดให้มีระบบการจัดส่งสื่อการสอน และมีการวางแผนการดำเนินการ รูปแบบของทรัพยากรประกอบด้วย เอกสาร สิ่งพิมพ์ โสตทัศนูปกรณ์ สื่อคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้เรียนอาจเลือกใช้สื่อเฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่มได้ ส่วนระบบการจัด ส่งสื่อนั้นก็มีการใช้เทคโนโลยีนานาชนิด สำหรับระบบบริหารก็มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาทางไกล ขึ้น เพื่อรับผิดชอบจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

โฮล์มเบิร์ก (Borje Holmber, 1989: 127 อ้างถึงใน ทิพย์เกสร บุญอำไพ. 2540 : 38) ได้ ให้ความหมายของการศึกษาทางไกล ว่าหมายถึงการศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่ได้มาเรียนหรือ สอนกันซึ่ง ๆ หน้า แต่เป็นการจัดโดยใช้ระบบการสื่อสารแบบสองทาง ถึงแม้ว่าผู้เรียนและผู้สอนจะไม่อยู่ในห้องเดียวกันก็ตาม การเรียนการสอนทางไกลเป็นวิธีการสอนอันเนื่องมาจากการแยกอยู่ห่างกันของผู้เรียนและผู้สอน การปฏิสัมพันธ์ดำเนินการผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือ
อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ไกรมส์ (Grimes) ได้ให้นิยามการศึกษาทางไกลว่า คือ "แนวทางทุก ๆ แนวทางของการเรียนรู้จากหลักสูตรการเรียนการสอนปกติที่เกิดขึ้น แต่ในกระบวนการเรียนรู้นี้ครูผู้สอนและนักเรียนอยู่คนละสถานที่กัน " นอกจากนี้ ไกรมส์ ยังได้อธิบายถึงเรื่อง การใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ผ่านสื่อทางไกล โดยเขาได้ให้นิยามที่กระชัย เข้าใจง่ายสำหรับการศึกษาทางไกลสมัยใหม่ไว้ว่าคือ "การนำบทเรียนไปสู่นักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีมากกว่าที่จะใช้เทคโนโลยีนำนักเรียนเข้าสู่บทเรียน" และไกรมส์ยังได้ถอดความของคีแกน (Keehan) ซี่งได้กำหนดลักษณะเฉพาะของการเรียนการสอนทางไกลไว้ ดังนี้คือ
   1. เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ครูและนักเรียนอยู่ต่างสถานที่กัน
   2. สถาบันการศึกษาเป็นผู้กำหนดขอบเขตและวิธีการในการบริหารจัดการ
       (รวมทั้งการประเมินผลการเรียนของนักเรียน)
   3. ใช้กระบวนการทางสื่อในการนำเสนอเนื้อหาหลักสูตร และเป็นตัวประสานระหว่างครูกับนักเรียน
   4. สามารถติดต่อกันได้ทั้งระหว่างครูกับนักเรียนและหรือสถาบันการศึกษากับนักเรียน

เนคเทค (2545) กล่าวว่าการจัดการศึกษาทางไกลเป็นการจัดการเรียนการสอน โดยใช้สื่อต่างๆ เน้นการศึกษาด้วยตนเอง ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดเวลาศึกษาหาความรู้จากสื่อต่างๆ ที่หลากหลายด้วยตนเอง กำหนดสถานที่เรียนเอง กำหนดเวลาหยุดพักเอง นับว่าเป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งหัวใจสำคัญในการเรียนระบบนี้ ก็คือ สื่อต้องมีหลากหลาย และมีการจัดเตรียมอย่างเป็นระบบ ต้องอาศัยนวัตกรม และเทคโนโลยีทางการศึกษาที่เหมาะสมมาช่วยเสริม

กิดานันท์ มลิทอง (2543 : 173) การศึกษาทางไกล (Distance Education) หมายถึง ระบบการศึกษาที่ผู้เรียน และผู้สอนอยู่ไกลกัน แต่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยอาศัยสื่อการสอนในลักษณะของสื่อประสม กล่าวคือ การใช้สื่อต่างๆ ร่วมกัน เช่น ตำราเรียน เทปเสียง แผนภูมิ คอมพิวเตอร์ หรือโดยการใช้อุปกรณ์ทาง โทรคมนาคม และสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์เข้ามาช่วยในการแพร่กระจาย การศึกษาไปยังผู้ที่ปรารถนาจะเรียนรู้ ได้อย่างกว้างขวางทั่วทุกท้องถิ่น การศึกษานี้มีทั้งในระดับต้นจนถึงระดับสูงขั้นปริญญา

วิจิตร ศรีสอ้าน (2529 : 5 - 7) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนทางไกลว่าหมายถึง ระบบการเรียนการสอนที่ไม่มีชั้นเรียน แต่อาศัยสื่อประสมอันได้แก่ สื่อทางไปรษณีย์ วิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และการสอนเสริม รวมทั้งศูนย์บริการทางการศึกษา โดยมุ่งให้ผู้เรียนเรียนได้ ด้วยตนเองอยู่กับบ้าน ไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียนตามปกติ การเรียนการสอนทางไกลเป็นการสอนที่ผู้ เรียนและผู้สอนจะอยู่ไกลกัน แต่สามารถมีกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันได้ โดยอาศัยสื่อประสม เป็นสื่อการสอน โดยผู้เรียนผู้สอนมีโอกาสพบหน้ากันอยู่บ้าง ณ ศูนย์บริการ การศึกษาเท่าที่จำเป็น การเรียนรู้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากสื่อประสมที่ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเองในเวลาและสถานที่สะดวก

สนอง ฉินนานนท์ (2537 : 17 อ้างถึงใน ทิพย์เกสร บุญอำไพ. 2540 : 7) ได้ให้ความหมาย ของการศึกษาทางไกลว่าเป็นกิจกรรมการเรียนสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนตามปกติได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเหตุผลทางภูมิศาสตร์ หรือเหตุผลทางเศรษฐกิจก็ตาม การเรียนการสอนลักษณะ นี้ผู้สอนกับผู้เรียนแยกห่างกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์โดยผ่านสื่อการเรียนการสอน การเรียนโดยใช้สื่อการเรียนทางไกลนั้น ใช้สื่อในลักษณะสื่อประสม (Multimedia) ได้แก่ สื่อเอกสาร สื่อโสตทัศน์ และ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่นรายการวิทยุ โทรทัศน์ เทปเสียง วีดิทัศน์ และคอมพิวเตอร์

วิชัย  วงศ์ใหญ่ ( 2527  อ้างถึงในสารานุกรมศึกษาศาสตร์. 2539: 658 )  การสอนทางไกล (distance teaching)  หมายถึง ระบบของการจัดการศึกษาวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนไม่ต้องมาทำกิจกรรมในห้องเรียน กระบวนการเรียนการสอนจะยืดหยุ่นในเรื่องเวลา สถานที่ โดยคำนึงถึงความสะดวกและความพร้อมของผู้เรียนเป็นหลัก รูปแบบของการเรียนจะใช้สื่อการเรียนประเภทต่าง ๆ เช่น สิ่งพิมพ์ สื่อที่ติดต่อทางไปรษณีย์ สื่อทางวิทยุ สื่อทางโทรทัศน์และสื่อโสตทัศน์อุปกรณ์ประเภทอื่น รวมทั้งการพบกลุ่มโดยมีวิทยากรเป็นผู้ให้ความรู้หรือการสอนเสริม เป็นต้น

โดยสรุปแล้วการศึกษาทางไกล หมายถึง กิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดขึ้นโดยที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเข้าชั้นเรียนปกติ เป็นการเรียนการสอนแบบไม่มีชั้นเรียน แต่อาศัยสื่อต่าง ๆ ที่หลากหลาย นำมาใช้ในการศึกษาร่วมกัน ได้แก่ เอกสาร สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงสื่อบุคคลช่วยในการจัดการเรียนการสอน

ลักษณะเฉพาะที่สำคัญ
การเรียนรู้แบบทางไกล เป็นการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากสื่อต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ ที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่ลดข้อจำกัดทางการศึกษา โดยเฉพาะมุ่งเน้นความเท่าเทียมกันของการศึกษาในทุกสภาพพื้นที่ ทุกชุมชน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากผู้สอนที่มีทักษะความรู้ในหลักสูตร ซึ่งในบางพื้นที่ ที่ห่างไกลจากสังคมเมืองจะขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

สื่อเสียงและรายการวิทยุ

ความหมายของรายการวิทยุกระจายเสียงและสื่อเสียง

คำว่า วิทยุ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคำว่า เรดิโอ (Radio) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการรับและส่งข่าวด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นวิทยุโดยไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อกันระหว่างเครื่องรับกับเครื่องส่ง หากส่งข่าวสารเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แทนภาษาพูด ก็เรียกว่าวิทยุโทรเลข (Radio Telegraph) คือการส่งโทรเลขโดยใช้คลื่นวิทยุนั่นเอง หากส่งให้ออกเป็นเสียงพูดหรือเสียงอื่นได้โดยตรงเรียกว่า วิทยุกระจายเสียง (Radio Broadcasting) เช่น การส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงต่างๆ ที่รับฟังกันอยู่ทั่วไป
วิทยุกระจายเสียง ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ให้คำนิยามไว้ว่า
วิทยุ หมายถึงกระแสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าฃนิดที่เคลื่อนไปตามอากาศโดยไม่ต้องใช้สาย และอาจเปลี่ยนเป็นเสียงหรือรูปได้ เรียกเครื่องที่มีหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกสู่อากาศว่า เครื่องส่ง เรียกเครื่องที่มีหน้าที่เปลี่ยนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่รับได้จากเครื่องส่งวิทยุให้กลับเป็นคลื่นเสียงตามเดิมว่า เครื่องรับวิทยุ

ส่วนวิทยุกระจายเสียง ก็คือ การแพร่สัญญาณเสียงออกอากาศโดยใช้คลื่นวิทยุ
วิทยุกระจายเสียง เป็นสื่อมวลชนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข่าวสารไปสู่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง มีข้อได้เปรียบมากกว่าสื่อมวลชนอื่นๆหลายประการเช่น วิทยุกระจายเสียงสามารถเสนอข่าวได้รวดเร็วกว่าหนังสือพิมพ์ มีราคาถูกกว่าวิทยุโทรทัศน์ สามารถออกอากาศเสนอข่าวได้ในทันที ขณะที่เหตุการณ์เกิดขึ้น และสามารถติดตามรายงานเหตุการณ์เหล่านั้นได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเสนอข่าวได้บ่อยครั้ง ทั้งในรูปของรายการข่าวภาคย่อยที่กำหนดไว้ในทุกต้นชั่วโมง หรือทุกครึ่งชั่วโมง และในภาคหลัก ตัวอย่างเช่นสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย มีข่าวภาคหลัก ได้แก่ ข่าวภาค 7.00 น., 12.00 น., 19.00 น., 20.00 น. หรืออาจจะแทรกรายงานข่าวสั้นๆออกอากาศในช่วงรายการอื่นๆของทางสถานี หากมีกรณีสำคัญเร่งด่วน ข้อได้เปรียบของการรับฟังข่าววิทยุกระจายเสียงอีกประการหนึ่งคือ ผู้ฟังสามารถทำกิจวัตรประจำวันหรืองานอื่นๆไปพร้อมๆกันด้วยก็ได้
  
ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า วิทยุกระจายเสียง  หมายถึง  กระบวนการส่ง สาระ หรือข่าวสารในรูปของสัญญาณความถึ่ีเสียงผนวกรวมแพร่กระจายไปพร้อมกับคลื่นวิทยุหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง
วัตถุประสงค์ของการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงและสื่อเสียง
วัตถุประสงค์ของการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงโดยทั่วไปจะสอดคล้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน 4 ประการสำคัญ คือ
  1. เพื่อแจ้งข่าวสารให้ทราบ (To inform)
    คือ การที่ผู้ผลิตรายการต้องการจะบอก แจ้ง หรือชี้แจงข้อมูล เรื่องราวข่าวสารเพื่อให้ผู้ฟังทราบ
  2. เพื่อให้การศึกษา (To Educate)
    คือ การให้ข้อมูลความรู้ในเชิงวิชาการด้วยการใช้ภาษาที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้ฟัง
  3. เพื่อให้ความบันเทิง (To entertain)
    คือ การทำให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย
  4. เพื่อการชักจูงใจ หรือเสนอแนะ (To persuade)
    คือ การทำหน้าที่ในการชักจูงผู้ฟังเพื่อให้เกิดการคล้อยตาม หรือทำตามข้อเสนอแนะนั้นๆ
ลักษณะเฉพาะที่สำคัญ

ลักษณะเฉพาะในรูปของตัวสื่อ
ถ้ามองในรูปของตัวสื่อ คงต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของรายการวิทยุกระจายเสียง และกลุ่มของสื่อเสียง
  1. กลุ่มของรายการวิทยุกระจายเสียง
    กลุ่มนี้จะอยู่ในรูปของสัญญาณเสียงที่รวมกับคลื่นความถี่(วิทยุ) ทั้งระบบ AM ระบบ FM คลื่นความถี่ดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันรวมความหมายไปถึงรายการวิทยุกระจายเสียงบนอินเทอร์เน็ตด้วย
  2. กลุ่มของสื่อเสียง
    สื่อเสียงจะถูกบันทึกภายใต้เทคโนโลยี 2 ประเภท คือ จะบันทึกลงในรูปของ สัญญาณดิจิตอล(ไฟล์เสียง) และ ในรูปของสัญญาณแม่เหล็ก(เส้นแถบแม่เหล็กในม้วนเทปแบบต่างๆ ซึ่งปัจจุบันแทบจะหาไม่ได้แล้ว)
ลักษณะเฉพาะในรูปของสัญญาณความถึ่
แต่ถ้ามองลักษณะที่อยู่ในรูปของประเภทสัญญาณความถึ ก็แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทเช่นเดียวกัน คือ

                                    



  • ข้อมูลสื่อแบบ Analog
    สื่อประเภทนี้จะอยู่ในรูปของเส้นแถบแม่เหล็ก เป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงปี 1970-1990 สื่อเส้นแถบแม่เหล็กมีอยู่หลากหลายลักษณะ อาทิ ตลับเทปแคสเซท (compact Cassette) เทป 8 แทร็ค เทปรัลหรือตั้งโต๊ะ(ส่วนใหญ่ใช้ในห้องจัดรายการวิทยุและห้องบันทึกเสียง) โดยสัญญาณเสียงจะถูกบันทึกไว้ในแถบแม่เหล็ก รูปแบบคลื่นสัญญาณจะเป็นลักษณะ sinewave ดังภาพด้านล่าง


    ปัจจุบัน สื่อ Analog แทบจะหายไปจากวงการเกือบหมดแล้ว อาจจะยังคงพอเห็นได้บ้างก็เป็นประเภทเทปแคสเซต
  • ข้อมูลสื่อแบบ Digital
    สื่อเสียงดิจิตอลที่เห็นส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแผ่น CD เพลง ที่เรียกว่า Audio CD หรือ Compcat Disc แต่ด้วยเทคโนโลยี ในปัจจุบัน สื่อเสียงดิจิตอล จะถูกพัฒนาไปอยู่ในแบบไฟล์ข้อมูลเสียงดิจิตอล format ต่างๆ(ดังรูปฟอร์มไฟล์เสียงด้านล่าง) เพิ่มขึ้นด้วย อาทิ .wav, .mp3 และ .wmv เป็นต้น ซึ่งไฟล์เสียงดิจิตอลเหล่านี้ สามารถเล่นผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์เครื่องเสียงเกือบทุกประเภท(ในปัจจุบัน) อุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลพกพา หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ(Tablet, Mobile Phone) เป็นต้นซึ่งในอนาคตอันใกล้ สื่อเสียงดิจิตอล นอกจากจะเป็นเพียงไฟลืเสียงเพลง ก็จะกลายเป็นสื่ออีกประเภทของกระบวนการเรียนรู้ ที่ทรงพลังอีกประเภทหนึ่ง 


รูปแบบของไฟล์เสียงดิจิตอล



FormatFileDescription
MIDI.mid
.midi
MIDI (Musical Instrument Digital Interface)
เป็นรูปแบบไฟล์เสียงขนาดเล็กสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่หลากหลาย ทำงานได้บนคอมพิวเตอร์ทุกระบบปฎิบัติการ รองรับการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตทุกเบราว์เซอร์
RealAudio.rm
.ram
RealAudio ได้รับการพัฒนาสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ด้วยรูปแบบ เสียง streaming ที่คงความชัดเจน มีขนาดเล็ก ทำให้เป็น format ที่มีผู้นำไปใช้งานด้านวิทยุอินเทอร์เน็ต อีกรูปแบบหนึ่ง
Wave.wavเป็นไฟล์ข้อมูลเสียงรูปแบบของคลื่น (waveform) ถูกพัฒนาโดย IBM และ Microsoft จึงเป็นรูปแบบเสียงที่ใช้งานบนระบบปฎิบัติการเฉพาะ Windowsนอกจากนี้ยังเป็นรูปแบบที่นิยมใช้บนเว็บเบราเซอร์ในปัจจุบัน (ยกเว้น Google Chrome)
WMA.wmaรูปแบบ WMA (Windows Media Audio) เป็นอีกรูปแบบที่พัฒนาโดยMicrosoft เป็นรูปแบบที่มีคุณภาพเสียงค่อนข้าง ใกล้เคียงไฟล์แบบ MP3 และสามารถทำงานร่วมกับเครื่องเล่นมากที่สุด ยกเว้นค่าย Apple (iPod iPhone iPad) และจากการที่ ไฟล์ WMA มีคุณภาพสูง ทำให้เป็น format ที่มีผู้นำไปใช้งานด้านวิทยุอินเทอร์เน็ต อีกรูปแบบหนึ่ง
MP3.mp3
.mpga
ไฟล์ MP3 เป็นเทคโนโลยีเสียงที่ถูกพัฒนามาจากรูปแบบของไฟล์ MPEG มีระบบการเข้ารหัสรวมการบีบอัดที่ดีทำให้ไฟล์มีขนาดเล็ก ที่มีคุณภาพสูง ดังนั้น MP3 จึงเป็นรูปแบบที่ให้คุณภาพความชัดเจนของเสียงเทียบเท่า ไฟล์เสียง Audio CD เป็นรูปแบบที่มีคุณนิยมใช้ในสื่อพกพาสูงสุด

ประเภทของรายการวิทยุกระจายเสียงและสื่อเสียง

การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง จะต้องคำนึงถึงลักษณะของสถานีวิทยุ กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของรายการ ความยาวและระยะเวลาในการออกอากาศ จากนั้น จึงกำหนดเนื้อหารายการ และรูปแบบของรายการให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การกำหนดรูปแบบรายการมักจะคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานีวิทยุ และกลุ่มผู้ฟังเป็นอันดับแรก เช่น สถานีวิทยุกองทัพบก วัตถุประสงค์โดยสำคัญของสถานี คือการกระจายเสียงเพื่อความมั่นคงของชาติ สถานีวิทยุกระจายเสียงของมหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์โดยสำคัญของสถานี คือ การกระจายเสียง เพื่อการศึกษาและให้ความรู้สู่มวลชน เป็นต้น



หากจะพูดถึงสื่อเสียงซึ่งที่จริงแล้วก็มีกระบวนการผลิตที่ไม่แตกต่างไปจาก การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง ดังนั้นจึง ขอกล่าวถึงรายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาก่อน รายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา เป็นลักษณะรายการมุ่ง เน้นเพื่อการศึกษา การให้การเรียนรู้โดยเฉพาะโดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง อาทิ ผู้เรียนในวิชาที่กำลังออกอากาศ หรือจะเป็นประชาชนผู้สนใจทั่วๆไป แม้ว่าจะชื่อได้ว่าเป็นรายการวิทยุเพื่อการศึกษา แต่แท้ที่จริงแล้วก็ยังอยู่ในรูปแบบรายการวิทยุกระจายเสียงโดยทั่วๆไปนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันมีผู้แบ่งรูปแบบได้ประมาณ 12 รูปแบบ คือ
  1. รายการพูดคุยกับผู้ฟัง (Talk Programme)
    การสื่อสารจะมีลักษณะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two way Communication) กับผู้ฟัง โดยปกติผู้จัดรายการจะอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย และจำเป็นต้องมีผู้ช่วยประจำรายการ คอยทำหน้าที่ในการรับสายโทรศัพท์ ลักษณะรายการส่วนใหญ่จะเน้นการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ เปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น ผู้ดำเนินรายการจะต้องมีความอดทน และต้องรู้จักวิธีการกำหนดกรอบการแสดงความคิดเห็นให้เหมาะสมตามช่วงเวลาในรายการ และให้ได้ความคิดเห็นของคนฟังที่หลากหลาย ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ารายการอาจจะมีการเสริมด้วยการส่งข้อความ (SMS) และอ่านข้อความนั้นๆ ออกอากาศแทน รูปแบบรายการนี้จะทำให้ทราบระดับความนิยมในรายการ ทราบความหลากหลายของกลุ่มคนฟัง และจำนวนคนฟังในรายการ จนกระทั่งสามารถสร้างชมรมคนฟังในรายการได้ เช่น รายการของ จส. 100 รายการร่วมด้วยช่วยกัน เป็นต้น
  2. รายการสนทนา (Conversational Programme) 
    การสื่อสารจะเป็นการสื่อสารสองทาง (Two way Communication) กับผู้ดำเนินรายการร่วม แต่จะเป็นการสื่อสารทางเดียว (One way Communication) กับผู้ฟังทางบ้าน ยกเว้นจะเปิดโอกาสให้คนฟังสามารถโทรศัพท์เข้ามาสอบถามประเด็นในเรื่องที่ผู้ดำเนินรายการร่วม รูปแบบรายการลักษณะนี้ ผู้ผลิตรายการและผู้ดำเนินรายการร่วมจะต้องทำการกำหนดวาระในการสนทนาที่เป็นประเด็นทันสมัย ศึกษาข้อมูล ทำความตกลงร่วมกันว่าจะแบ่งประเด็นในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างไร สิ่งที่ควรจะระวังในรายการ คือ ความขัดเแย้งทางความคิด เพราะจะทำให้ผู้ฟังทางบ้านเกิดความสับสนในการจับประเด็น และสรุปประเด็น หากต้องการจะสอดแทรกความคิดเห็นควรจะเริ่มต้นว่า เห็นด้วยกับผู้ดำเนินรายการร่วมก่อน แต่มีข้อเสนอเพิ่มเติมว่าอย่างไร
  3. รายการสัมภาษณ์ (Interview Programme)
    รายการนี้จะมีลักษณะเป็นการสื่อสารสองทางกับผู้ที่เชิญมาร่วมในรายการ หรืออาจจะใช้วิธีการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ในกรณีที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่สะดวกที่จะเข้ามาร่วมรายการในสถานีวิทยุ ผู้ดำเนินรายการควรจะแจ้งให้ผู้ฟังทางบ้านทราบว่าผู้ที่เชิญเข้ามาสัมภาษณ์ในรายการชื่ออะไร ตำแหน่งหน้าที่การทำงาน ความสามารถเฉพาะเรื่องที่เชิญเข้ามาสัมภาษณ์ในรายการ หรือกำลังเป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความสนใจในเวลานั้น หรือเป็นบุคคลสาธารณะ หรือเป็นบุคคลที่กำลังเกิดข้อพิพากษ์วิจารณ์ ช่วงเริ่มต้นรายการ ผู้ดำเนินรายการ ควรจะนำเสนอประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เชิญมาสัมภาษณ์ในรายการให้กับผู้ฟังรับทราบ หรือสรุปประเด็นที่สำคัญในช่วงต้นของรายการให้ผู้ฟังทราบเบื้องต้นก่อน แล้วจึงแนะนำผู้ที่เชิญมาสัมภาษณ์ และจึงเข้าสู่การสัมภาษณ์ ข้อควรปฏิบัติที่ดี ผู้ดำเนินรายการควรจะทำการนัดวัน เวลา และกำหนดประเด็นที่จะสัมภาษณ์ให้กับผู้ที่จะเชิญมาสัมภาษณ์ก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้ผู้ที่ถูกสัมภาษณ์สามารถเตรียมเนื้อหา หากเกิดกรณีฉุกเฉินผู้ถูกเชิญมาสัมภาษณ์สามารถแจ้งล่วงหน้าว่าไม่สามารถมาร่วมได้ ผู้ดำเนินรายการจะต้องเตรียมประเด็นสำรอง หรือเชิญผู้ถูกสัมภาษณ์อื่นมาแทนในรายการได้ทันท่วงที
  4. .
  5. รายการอภิปราย (Discussion Programme)
    การสื่อสารของรายการลักษณะนี้จะเป็นการสื่อสารแบบสองทางระหว่างผู้ดำเนินการอภิปรายกับผู้ร่วมอภิปราย รายการลักษณะนี้จะเป็นรายการที่มีผู้ดำเนินการอภิปราย 1 คน และผู้ร่วมอภิปรายตั้งแต่ 2 - 4 คน เนื่องจากหากมีผู้ที่เข้าร่วมอภิปรายในรายการมาก การแสดงความคิดเห็นจะทำให้เกิดความหลากหลายจนกระทั่งผู้ดำเนินการอภิปรายไม่สามารถควบคุมประเด็นได้ รายการลักษณะนี้จะต้องอาศัยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการประสานงาน และการเชิญบุคคลเข้ามาร่วมอภิปรายที่สามารถได้ความคิดเห็นที่หลากหลาย อย่างน้อยผู้ที่เข้าร่วมในรายการจะต้องอภิปรายได้ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย รายการอภิปรายที่ดี สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็น หรือสามารถสอบถามข้อสงสัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องในรายการกับผู้อภิปรายได้ในช่วงเวลาที่กำลังออกอากาศ (Real time) ผู้ดำเนินการอภิปรายจะเป็นเพียงผู้ตั้งคำถาม และกำหนดประเด็น กำหนดขอบเขต ควบคุมเวลาในการอภิปรายของแต่ละบุคคล รวมทั้งจะต้องมีความสามารถในการควบคุมความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในรายการได้เป็นอย่างดี
  6. รายการสารคดี (Documentary or Feature Programme)การสื่อสารของรายการลักษณะนี้จะเป็นการสื่อสารแบบทางเดียวกับผู้ฟังทางบ้าน โดยมีผู้บรรยาย 1 – 2 คน โดยควรจะเป็นคนๆ เดียวกันตลอดไป ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายควรจะมีน้ำเสียงที่น่าเชื่อถือ โทนเสียงไม่สูงมากนัก เพื่อทำให้ผู้ฟังสามารถฟังได้จนจบรายการและเป็นการสร้างลักษณะเฉพาะของรายการ (Identity Programme) ไม่จำเป็นต้องเป็นรายการที่จัดสด สามารถบันทึกเทปล่วงหน้าได้ เพื่อให้สามารถตัดต่อและแก้ไขข้อมูลที่ถูกต้องในรายการได้ โดยส่วนใหญ่รายการสารคดีของหน่วยงานต่างๆ จะมีขนาดสั้นความยาวไม่เกิน 5 นาที การกำหนดเนื้อหาจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ด้านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้น ทั้งนี้รายการสารคดี 1 ชั่วโมงควรแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยมีช่วงเวลาที่เท่ากัน คือ 10 – 15 นาที และควรจะมีความต่อเนื่องกันในการนำเสนอเนื้อหาของรายการ การกำหนดประเด็นของรายการ (Theme) ควรจะเป็นประเด็นกว้างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สิ่งมีชีวิต สิ่งประดิษฐ์ เป็นต้น รายการลักษณะนี้ทีมงานต้องมีความรู้ ความสามารถในการสืบค้นข้อมูล เรียบเรียงและนำเสนอเนื้อหา เลือกเพลงประกอบรายการ หรือจัดทำเสียงประกอบรายการได้อย่างเหมาะสม หากทำให้ผู้ฟังทางบ้านมองเห็นภาพได้จะเป็นรายการที่ช่วยสร้างอรรถรสให้กับคนฟังได้เป็นอย่างดี รายการสารคดีไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวันเวลาในการออกอากาศ แต่ควรจะเป็นเรื่องที่ส่งเสริมความรู้ให้กับผู้ฟังมากขึ้น เจาะลึกในสิ่งที่ผู้ฟังยังไม่ทราบ หรือเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน เช่น “ธิเบต” ดินแดนหลังคาโลก ในแต่ละช่วงควรจะนำเสนอเนื้อหาที่กระชับ สร้างความเข้าใจและความต่อเนื่องได้อย่างดี การเชื่อมโยงช่วงเวลาอาจจะอาศัยเสียงเพลง เพลงบรรเลง เสียงประกอบ เสียงบรรยาย หรืออาศัยสปอตรณรงค์ (PSA) คั่นระหว่างช่วงเวลาได้
  7. รายการนิตยสารทางอากาศ (Magazine Programme)การสื่อสารจะเป็นลักษณะของการสื่อสารทางเดียวกับผู้ฟังทางบ้าน รายการนิตยสารทางอากาศควรจะเป็นรายการที่มีผู้ดำเนินรายการหลัก 1 คน และมีผู้ดำเนินรายการในแต่ละช่วงรายการช่วงละ 1 คน ทั้งนี้รายการใน 1 ชั่วโมงควรแบ่งออกเป็น 4 ช่วงๆ ละ 10 – 15 นาที มีความหลากหลายทั้งเนื้อเรื่อง และรูปแบบการนำเสนอ เน้นความทันสมัยและตรงกับเหตุการณ์ของเรื่องราวที่นำเสนอ โดยคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ การนำเสนอควรจะให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น กำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็น รายการนิตยสารสำหรับผู้หญิง ข้อมูลที่นำเสนอจะเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษารูปร่าง การรักษาผิวพรรณ แฟชั่นการแต่งกาย การสร้างเสน่ห์กับเพศตรงข้าม เป็นต้น โดยมีประเด็นในการนำเสนอที่แตกต่างกันแต่ควรจะอยู่ในหัวข้อที่ใกล้เคียงกัน หรืออาจจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับช่วงวันและเวลาที่จะออกอากาศ เช่น รายการจะออกอากาศวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ประเด็นควรจะเป็นเรื่องของ เทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 13- 20 ตุลาคม 2547 โดยช่วงแรกนำเสนอประวัติความเป็นมาและความสำคัญของการกินเจ ช่วงที่สอง ร้านอาหารที่เปิดบริการอาหารเจ ช่วงที่สาม เป็นข้อมูลสุขภาพของอาหารเจ เป็นต้น ทั้งนี้การนำเสนอในแต่ละช่วงควรอาศัยบทบรรยาย การสัมภาษณ์ การสนทนา หรือ Vox pop สลับกับเพลงประกอบรายการ จิงเกิ้ลรายการ เสียงประกอบ เพลงบรรเลง เป็นต้น
  8. รายการข่าว (News Programme)
    การสื่อสารจะเป็นการสื่อสารแบบทางเดียวกับผู้ฟังทางบ้าน โดยส่วนใหญ่รายการข่าวจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ รายการข่าวประจำวัน และรายการข่าวสั้นในแต่ละช่วงของวัน ซึ่งจะมีความยาวของรายการที่แตกต่างกัน และมีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกัน รายการข่าวประจำวันจะมีความยาว 1 ชั่วโมง โดยจะแบ่งออกตามประเภทของข่าว ได้แก่ ข่าวเด่นประจำวัน ข่าวสังคม ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเกษตร ข่าวต่างประเทศ ข่าวกีฬา ทั้งนี้จะมีผู้ประกาศข่าว 1 – 2 คน และมีผู้สื่อข่าวนอกสถานที่กระจายตามพื้นที่ โดยเป็นการรายงานสดทางโทรศัพท์ รายงานสดจากสถานที่จัดประชุม หรือเป็นการส่งเทปที่ตัดต่อแล้วมาออกอากาศทางสถานี ส่วนข่าวสั้นในแต่ละช่วงของวันนั้นจะมีความยาวไม่เกิน 3 - 5 นาที ซึ่งจะเป็นประเด็นด่วนในช่วงเวลานั้น การผลิตรายการจะอาศัยจิงเกิ้ลรายการข่าวที่ฟังแล้วเกิดความรู้สึกอยากรู้ อยากฟัง ทั้งนี้ควรจะมีสโลแกนของรายการข่าวเพื่อให้คนฟังสามารถจดจำได้ว่าเป็นรายการข่าวประจำสถานีวิทยุนั้น
  9.  รายการเพลง (Music Programme)
    การสื่อสารจะเป็นลักษณะสองทาง โดยมีผู้จัดรายการ หรือ DJ รายการละ 1 คน ดำเนินรายการ 1 – 3 ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งทำหน้าที่ในการประสานความบันเทิงในรายการตามคำขอของผู้ฟัง หรืออาจจะเป็นการเปิดเพลงที่กำลังอยู่ในความนิยม ตามรูปแบบของรายการ หรือให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคนฟังในรายการ โดยส่วนใหญ่รายการเพลงจะเป็นรายการที่เน้นการเปิดเพลงเพื่อการประชาสัมพันธ์ การโฆษณาสินค้า หรือผู้สนับสนุนรายการ ซึ่งรายการลักษณะนี้จะเป็นรายการที่มีจำนวนมาก เนื่องจากเป็นรายการที่มีกลุ่มผู้ฟังสูงกว่ารายการประเภทอื่น ปัจจุบันรายการเพลงของสถานีวิทยุในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้นจะเน้นการเปิดเพลงมากกว่าการพูด หรือที่เรียกว่า Non – stop music เนื้อหาที่นำเสนอในรายการจะมีความเบา ฟังง่ายและเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สลับกับการเล่นเกมส์ ตอบปัญหาชิงรางวัลจากผู้สนับสนุนรายการ การเปิดสปอตโฆษณา และการรายงานข่าวตมสถานการณ์ หรือการรายงานข่าวจราจร เป็นต้น รูปแบบรายการเพลงนั้นผู้จัดรายการจะจัดรายการและเลือกเปิดเพลงตามความถนัดของตนเอง รวมทั้งจะต้องมีความสามารถในการเลือกเพลง จดจำรายชื่อเพลง เชื่อมต่อเพลงในรายการได้อย่างต่อเนื่อง (Smooth) สามารถให้ข้อมูลเพลงที่เปิดได้ เช่น ข้อมูลนักร้อง (Singer) ผู้แต่งเพลง (Composer) อัลบั้ม (Album/ Version) ผลงานสร้างชื่อเสียง รางวัลที่ได้ ความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ความเคลื่อนไหวของศิลปิน เป็นต้น
  10. รายการปกิณกะ (Variety Programme)
    เป็นรายการที่มีความหลากหลายในการนำเสนอเนื้อหาสาระ หรือเป็นการเปิดกว้างของรายการภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยจะมีผู้ดำเนินรายการ 1 คน คอยทำหน้าที่เชื่อมโยงเนื้อหารายการในแต่ละช่วง ไม่จำเป็นต้องเป็นรายการสด และไม่จำเป็นต้องเป็นหัวเรื่องเดียวกัน (Theme) ความหลากหลายในแต่ละช่วง จะถูกกำหนดโดยชื่อของช่วงรายการที่จะต้องเป็นชื่อช่วงรายการเดิมแต่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่นำเสนอได้ ความยาวของแต่ละช่วงรายการมีขนาดไม่เท่ากัน โดยอยู่ระหว่าง 3 – 15 นาที ขึ้นอยู่กับขอบเขตในการนำเสนอเนื้อหา เสียงผู้บรรยายในแต่ละช่วงจะเป็นคนเดียวกันทุกช่วงหรือหลายคนก็ได้ หากเป็นคนเดียวกันควรจะอาศัยบทสัมภาษณ์ การสนทนา การ Vox pop เพลง เสียงประกอบ สปอตรณรงค์ สปอตโฆษณา เพื่อไม่ให้คนฟังเกิดความเบื่อหน่ายในการฟังรายการได้ การกำหนดเนื้อหาในรายการนั้นควรสอดคล้องกับเหตุการณ์ หรือเรื่องที่คนกำลังสนใจในเวลานั้นเป็นสำคัญ
  11. รายการละครวิทยุ (Radio Drama)
    เป็นรายการการแสดงที่ใช้เสียงบอกเล่าเรื่องราว แสดงอารมณ์ ความรู้สึกและสามารถถ่ายทอดความนึกคิดต่างๆ ไปสู่ผู้ฟังได้ โดยไม่จำเป็นต้องมองเห็นท่าทางกิริยาของผู้แสดง ละครที่แสดงทางวิทยุกระจายเสียงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสรรค์ความบันเทิง ให้ความรู้ ให้แง่คิดแก่คนฟัง หรือเป็นละครเพื่อการรณรงค์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง การผลิตรายการละครหนึ่งเรื่องต้องอาศัยทีมงานที่ประกอบไปด้วย ผู้เขียนบทละคร ผู้แสดงละคร ผู้กำกับละคร และบุคลากรทางด้านเทคนิค เสียงประกอบ ทั้งนี้รายการละครจะต้องทำการผลิตและบันทึกเทปล่วงหน้า 3 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผนและเตรียมงาน ขั้นการผลิต และขั้นหลังการผลิตเพื่อตรวจสอบและประเมินผลรายการ ส่วนใหญ่แล้วความยาวของรายการละครหนึ่งเรื่องจะไม่เกิน 30 – 45 นาที โดยจะเป็นเรื่องสั้นจบในตอนหรือแบ่งออกเป็นตอนๆ เพื่อสร้างความต่อเนื่อง ทีมงานละครจะต้องตั้งชื่อทีมละคร กำหนดเพลงรายการละคร และมีผู้บรรยายประจำรายการเพื่อนำเสนอเรื่องย่อ ความเดิมจากตอนที่แล้ว ของรายการทุกวัน
  12. รายการตอบปัญหา (Quiz Programme)
    เป็นรายการที่คล้ายคลึงกับกับรายการที่เน้นเนื้อหาทางวิชาการ ซึ่งเป็นลักษณะของการสื่อสาร 2 ทิศทางระหว่างผู้ดำเนินรายการ และผู้ตอบปัญหาทางบ้าน รายการลักษณะนี้จะไม่ค่อยปรากฏเนื่องจากไม่ค่อยมีผู้สนับสนุนรายการชัดเจน ผู้ดำเนินรายการจะต้องศึกษาข้อมูลในเชิงวิชาการมามาก และจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการที่จะมาเป็นผู้ร่วมรายการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรายการ
  13. รายการบรรยายเหตุการณ์ (Commentary Programme)
    เป็นรายการถ่ายทอดสดจากสถานที่เกิดเหตุการณ์ในเวลานั้น โดยส่วนใหญ่จะแทรกได้ทุกช่วงเวลาของการเกิดเหตุการณ์ ทั้งนี้เหตุการณ์นั้นจะต้องมีความสำคัญและเกิดผลกระทบต่อประชาชนระดับประเทศ หรือเป็นประเด็นสาธารณะที่คนสนใจในขณะนั้น เช่น การโต้วาทีของผู้สมัครเลือกตั้งของประธานาธิบดี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น



วิธีการจัดการเรียนรู้ผ่านทางรายการวิทยุกระจายเสียง
การจัดการศึกษาผ่านทางวิทยุกระจายเสียง เริ่มมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2518 โดยกองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กรมวิชาการ (ซึ่งต่อมาได้รวมหน่วยงานมาเป็น กรมการศึกษานอกโรงเรียน และสำนักงาน กศน. ในปัจจุบัน) ได้เสนอโครงการวิทยุและโทรทัศน์เพื่อการศึกษานอกโรงเรียนขึ้น ในการดำเนินงานนั้นมีการทดลองใช้วิทยุกระจายเสียงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน (กรมการศึกษานอกโรงเรียน 2519,4)

ลักษณะของการจัดรายการเรียนรู้ เป็นรายการทั่วไปและรายการการศึกษา โดยรายการทั่วไปจัดให้กับกลุ่มผู้รับชม รับฟังทั้งในเมืองและชนบท ให้บริการความรู้ทั่วไป และส่งเสริมความคิดใหม่ ๆ ในเรื่องการเกษตร ธรรมจริยา ภูมิปัญญา อนามัยและการวางแผนครอบครัว ในช่วงแรกใช้สถานีวิทยุกระจายเสียงของท้องถิ่นเป็นหลัก ต่อมาเมื่อกรมประชาสัมพันธ์ได้จัดตั้งวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาขึ้น จึงได้ใช้สถานีวิทยุแห่งนี้กระจายเสียงรายการการศึกษาของโครงการดังกล่าว และในปี พ.ศ. 2519 ได้ทดลองหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ ระดับที่ 5 ทางวิทยุและไปรษณีย์ขึ้นด้วย จนถึงปี พ.ศ. 2530 กรมการศึกษานอกโรงเรียนได้พัฒนาหลักสูตรการศึกษาสายสามัญขึ้น แบ่งการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีวิธีเรียน 3 วิธีเรียน คือ วิธีเรียนแบบชั้นเรียน วิธีเรียนด้วยตนเอง และวิธีเรียนทางไกล ซึ่งพัฒนามาจากการศึกษาสายสามัญและการศึกษาทางวิทยุและไปรษณีย์

ก่อนที่จะมีการพัฒนาการศึกษาทางไกลในรูปของโครงการการศึกษาทางวิทยุและไปรษณีย์นั้น ประมาณปี พ.ศ. 2507 ได้มีการทดลองใช้วิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว โดยจัดรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและรายการวิทยุขึ้น ให้บริการการศึกษาในระบบโรงเรียน และจัดรายการวิทยุเพื่อการศึกษาขึ้น ให้บริการความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ออกอากาศที่สถานีวิทยุศึกษา(ปัจจุบันสังกัดศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักงาน กศน.)

ข้อมูลอ้างอิง : http://www.ipesp.ac.th/learning/thai/chapter9-1.html

ตัวอย่างสภาพห้องจัดรายการวิทยุหรือห้องทำรายการสื่อเสียง

สื่อวิดีทัศน์และรายการโทรทัศน์

รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา และสื่อวิดีทัศน์ (Educational Television - Video)
 
รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ถือเป็นนวัตกรรมในเชิงระบบ ส่วนสื่อวิดีทัศน์เป็นนวัตกรรมในเชิงสื่อ หากมองภาพรวมโดยไม่นำเอากระบวนการออกอากาศ มาร่วมด้วยแล้ว ทั้งสื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษาและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา เมื่อดูที่ขั้นตอนภาพรวมแล้ว จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความละเอียดของกระบวนการผลิตในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้การเรียนรู้เนื้อหาที่สมบูรณ์ ในบทเรียนนี้ จะได้เรียนรู้ถึงลักษณะ ความหมายของรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา และหลักการพัฒนาสื่อสื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษา


ประเภทของรายการโทรทัศน์
รายการโทรทัศน์ ถ้าจะจำแนกรูปลักษณ์การนำเสนอโดยละเอียดแล้ว สามารถจำแนกได้ 3 ประเภท
  1. รายการโทรทัศน์เพื่อการค้า (Commercial Television : CTV)
    เป็นรายการที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป ซึ่งสถานีส่งโทรทัศน์ส่วนใหญ่ จัดได้ว่า เป็นโทรทัศน์เพื่อการค้า รายการที่นำเสนอก็เป็นด้าน บันเทิง และธุรกิจการค้า การโฆษณา
  2. รายการโทรทัศน์การศึกษา (Education Television : ETV)
    เป็นรายการที่นำเสนอเพื่อความรู้ทั่วๆ ไป เช่น ความรู้ทางวิชาการด้านต่าง ๆ ศาสนา ขนบประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งบางครั้งอาจจะมีการโฆษณาอยู่บ้างในกรณีที่มีผู้สนับสนุนรายการ
  3. รายการโทรทัศน์การสอน (Instructional Television : ITV)
    เป็นรายการทวี่นำเสนอ เพื่อการเรียนการสอนโดยตรง ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ซึ่งการแพร่สัญญาณ ก็อาจจะเป็นได้ทั้งระบบวงจรปิด (Close - Circuit Television) คือ ส่งสัญญาณตามสาย ไปยังเครื่องรับหลายๆ เครื่องในสถาบันการศึกษานั้น ๆ หรือเป็นระบบวงจรเปิด (Open - Circuit Television) ที่ส่งสัญญาณออกอากาศไปยังผู้รับไปสถานศึกษาที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ  ในลักษณะของการสอนทางไกล หรือการประชุมทางไกล (Video Conferencing) หรืออาจจะเป็นการออกอากาศ ตามตารางปกติในรายวิชาที่สอน เช่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกรายการ ETV ที่ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ หรือ รายการของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งใช้ไทยคม ออกอากาศ ETV ของศูนย์เทคโนโลยีการศึกษา
http://www.edu.nu.ac.th/taworn/index2.html


รูปแบบของรายการโทรทัศน์และสื่อวิดีทัศน์

ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และนิคม ทาแดง (2528, 731-736) ได้จัดรูปแบบรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาไว้ 12 รูปแบบซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


  1. รูปแบบพูดคนเดียว (Monologue)
    เป็นรายการที่ผู้ปรากฏตัวพูดคุยกับผู้ชมเพียงหนึ่งคน ส่วนมากจะมีภาพประกอบเพื่อมิให้เห็นหน้าผู้พูดอยู่ตลอดเวลา
  2. รูปแบบสนทนา (Dialogue)
    เป็นรายการที่มีคนมาพูดคุยกันสองคน ทั้งสองคนมีผู้ถามและคู่สนทนาแสดงความคิดเห็นที่นำเสนอทั้งคู่ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสนทนาจะมีคน 2-3 คนก็ได้
  3. รูปแบบอภิปราย (Discussion)
    เป็นรายการที่ผู้ดำเนินรายการอภิปรายหนึ่งคนป้อนประเด็นคำถามให้ผู้ร่วมอภิปรายตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 4 คน ผู้อภิปรายแต่ละคนจะแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อประเด็นต่างๆ
  4. รูปแบบสัมภาษณ์ (Interview)
    เป็นรายการที่มีผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ วิทยากรและพิธีกรมาสนทนากัน 
  5. รูปแบบเกมหรือตอบปัญหา (Quiz Programmed)
    เป็นรายการที่จัดให้มีการแข่งขันระหว่างคนหรือกลุ่มของผู้ที่มาร่วมรายการด้วยการเล่นเกมหรือตอบปัญหา 
  6. รูปแบบสารคดี (Documentary Programmed)
    เป็นรายการที่เสนอเนื้อหาด้วยภาพและเสียงบรรยายตลอดรายการโดยไม่มีพิธีการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
    6.1 สารคดีเต็มรูป เป็นการดำเนินเรื่องด้วยภาพและเนื้อหาตลอดรายการ
    6.2 กึ่งสารคดีกึ่งพูดคนเดียว (Semi Documentary) เป็นรายการที่มีผู้ดำเนินรายการทำหน้าที่เดินเรื่องพูดคุยกับผู้ชมและให้เสียงบรรยายตลอดรายการ นอกนั้นเป็นภาพแสดงเรื่องราวต่างๆ
  7. รูปแบบละคร (Dramatically style)
    เป็นรายการที่เสนอเรื่องราวด้วยการจำลองสถานการณ์ เป็นละครที่มีการกำหนดผู้แสดง จัดสร้างแสง การแต่งตัว และแต่งหน้าให้สมจริงสมจัง และใช้เทคนิคการละครเพื่อเสนอเรื่องราวให้เหมือนจริงมากที่สุด
  8. รูปแบบสารละคร (Docu – Drama) .
    เป็นรายการที่ผสมผสานรูปแบบสารคดีเข้ากับรูปแบบละครหรือการนำละครมาประกอบรายการที่เสนอเนื้อหาบางส่วน มิใช่เสนอเป็นละครทั้งรายการ เพื่อให้การศึกษาความรู้และแนวคิด 
  9. รูปแบบสาธิต (Demonstration).
    เป็นรายการที่เสนอวิธีการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ผู้ชมได้แนวทางไปใช้ทำจริง
  10. รูปแบบเพลงและดนตรี (Song and Music).
    รูปแบบเพลงและดนตรี มี 3 ลักษณะ
    10.1 มีดนตรี นักร้องมาแสดงสด
    10.2 ให้นักร้องมาร้องควบคู่ไปกับเสียงดนตรีที่บันทึกมาแล้ว
    10.3 ให้นักร้องและนักดนตรีมาแสดง แต่ใช้เสียงที่บันทึกมาแล้ว
  11. รูปแบบการถ่ายทอดสด (Live Programmed).
    เป็นรายการที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น
  12. รูปแบบนิตยสาร (Magazine Programmed) .
    เป็นรายการที่เสนอรายการหลายประเด็น และหลายรูปแบบในรายการเดียวกัน
รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา


ความหมายของโทรทัศน์การศึกษา ( Educational Television )
โทรทัศน์เป็นการส่งภาพและเสียงจากสถานีส่งไปยังผู้รับ ซึ่งอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ กัน เมื่อนำโทรทัศน์มาใช้ทางการศึกษาหรือในการเรียนการสอน เราจึงเรียนเป็นโทรทัศน์การศึกษา ซึ่งรายการที่นำเสนออาจจะเป็นรายการเพื่อการสอนโดยตรง หรือรายการที่ให้ความรู้ทั่ว ๆ ไป
บทบาทและความสำคัญของโทรทัศน์มีมากมายเหลือเกิน เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในสถาบัน ในหน่วยงาน จะรู้สึกดูดีไม่น้อย หากได้บันทึกไว้ด้วยโทรทัศน์ เพราะโทรทัศน์เราได้ภาพที่เคลื่อนไหว สมจริง และถ่ายทอดเหตุการณ์ได้ทันทีทันใด

ปัจจุบัน แม้ว่าเทคโนโลยีการสื่อกสารได้ถูกนำมาใช้ในกระบวยการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย มีการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) มีการใช้สื่อผสมที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็น มัลติมีเดีย (Multimedia) โทรทัศน์ก็ยังมีบทบาทไม่ด้อยลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนผ่านเครือข่าย (Web Based Instruction : WBI)  หรือ e - Learning ที่นิยมอยู่ก็ยังต้องใช้โทรทัศน์ อยู่นั่นเอง

ข้อดีและข้อจำกัดในการใช้โทรทัศน์การศึกษา

ข้อดี

  1. สามารถใช้โทรทัศน์ได้ในสภาพการณ์ที่ผู้เรียนมีจำนวนมาก และผู้สอนมีจำนวนจำกัด ทั้งนี้เพราะสามารถแพร่ภาพและเสียงไปตามห้องเรียนต่างๆ และผู้เรียนที่อยู่ตามบ้านได้
  2. เป็นสื่อการสอนที่สามารถนำสื่อหลายอย่างมาใช้ร่วมกันได้ โดยสะดวกในรูปแบบของสื่อประสมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์
  3. เป็นสื่อที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนการสอนได้ โดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความสามารถพิเศษในแต่ละแขนงวิชา มาเป็นผู้สอนทางโทรทัศน์ได้
  4. สามารถสาธิตได้อย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้เรียนเห็นสิ่งที่ต้องการเน้นได้ โดยเทคนิคการถ่ายใกล้เพื่อขยายภาพหรือวัสดุ ให้ผู้เรียนเห็นทั่วถึงกันอย่างชัดเจน
  5. ช่วยปรับปรุงเทคนิคการสอนของครูประจำและครูฝึกสอน เช่น ในการสอนแบบจุลภาค
  6. เป็นสื่อที่สามารถนำรูปธรรมมาประกอบการสอนได้สะดวกรวดเร็ว ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ทันสมัย และทันต่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของสังคม


ข้อจำกัด
  1. การใช้โทรทัศน์เป็นการสื่อสารทางเดียว ผู้เรียนและผู้สอนไม่สามารถพูดจาโต้ตอบกันได้
  2. โทรทัศน์มิใช่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แทนผู้สอนอย่างสิ้นเชิง ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนเพิ่มเติมจากสื่ออื่นๆประกอบด้วย
  3. อาจเกิดอุปสรรคในด้านการสื่อสาร เช่น กระแสไฟฟ้าขัดข้อง
  4. การผลิตรายการอาจไม่ดีพอ ทำให้การสอนไม่น่าสนใจเท่าที่ควร
  5. จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสูงในการซื้ออุปกรณ์ที่สามารถถ่ายทำและใช้เทคนิควิธ๊การในการผลิตรายการที่มีคุภาพ
ที่มา : ดร.กิรนันท์ มลิทอง


หน่วยงานที่ผลิตรายการโทรทัศน์การศึกษาในประเทศไทย
ปัจจุบันมีหน่วยงานทางด้านการศึกษาที่ดำเนินการผลิตและเผยแพร่รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้แก่

ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา บริการให้แก่กลุ่มเป้าหมายในโรงเรียน และกลุ่มเป้าหมายนอกโรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา รวมทั้งการศึกษาตามอัธยาศัยสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีลักษณะรายการโทรทัศน์ที่ผลิตแยกตามลักษณะการจัดการศึกษา ดังนี้
 
  1. รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาตามหลักสูตร
    ดำเนินการตั้งแต่วางแผนการจัด ผลิต สรรหา ศึกษา วิเคราะห์ ทดลองต้นแบบรายการ พัฒนารายการโทรทัศน์ และวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาพร้อมสื่อประกอบตามหลักสูตร ทุกระดับการศึกษา ทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน สำหรับบริการนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมทั้งการผลิต และพัฒนารายการ โทรทัศน์ และวีดิทัศน์ เพื่อการศึกษา เพื่อส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการจัดการเรียน การสอนตามหลักสูตรสำหรับกลุ่มเป้าหมายคนพิการ พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการด้วย
  2. รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาตามอัธยาศัย
    ดำเนินการจัดผลิต และพัฒนารายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อส่งเสริมให้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และส่งเสริมการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เช่น กลุ่มคนพิการ พระ นักโทษ ชาวเขา เป็นต้น รวมทั้งจัดและผลิตรายการพิเศษเพื่อให้บริการการศึกษาแก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงศึกษาธิการ ตามที่ได้รับมอบหมาย
  3. รายการข่าวเพื่อการศึกษา
    เป็นการจัดสรุปข่าวในรอบสัปดาห์ และจัดทำสารคดีสั้นเชิงข่าว หรือรายการพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาบริการกลุ่มเป้าหมายในระบบโรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และประชาชนทั่วไป

สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา บริการกลุ่มเป้าหมายนักศึกษา ของสถาบันในทุกวิทยาเขต

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ดำเนินการผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา บริการกลุ่มเป้าหมายนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดำเนินการผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา บริการกลุ่มเป้าหมายนักศึกษาของมหาวิทยาลัย
อ้างอิง :
http://www.ceted.org/ceted2010/ed_tv-institute.php

สื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษา


ความหมายของสื่อวิดีทัศน์
วีดิทัศน์เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ ภาพทำหน้าที่หลักในการนำเสนอ เสียงจะเข้ามาช่วยเสริมในส่วนของภาพเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น วีดิทัศน์เป็นสื่อในลักษณะที่นำเสนอเป็นภาพเคลื่อนไหว และสร้างความต่อเนื่องของการกระทำของวัตถุจากเรื่องราวต่างๆ สร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับผู้ชม เป็นสื่อที่เข้าถึงง่าย มีความรวดเร็วสามารถเสนอเหตุการณ์ได้ทันที ถ้าเสนอรายการผ่านระบบโทรทัศน์ ก็จะเป็นรายการโทรทัศน์

การผลิตวีดิทัศน์ในการศึกษานั้น เป็นเรื่องของการสื่อสาร การถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่อ วีดิทัศน์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนและครูเป็นจุดมุ่งหมายหลัก ขั้นตอนการผลิตนั้นเหมือนกับการผลิตรายการวีดิทัศน์ทั่วไป แต่จะแตกต่างกันที่รายละเอียดความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และการสื่อความหมายเพื่อการเรียนรู้ การสอน รายการวีดิทัศน์ ที่มีคุณภาพนั้นต้องสื่อความหมายหรือถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ได้ตามวัตถุประสงค์หลักที่ตั้งเอาไว้

ความหมายของสื่อวิดีทัศน์(ดั้งเดิม)
คำว่า“วีดิทัศน์” มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า“Video Tape” ซึ่งมีความหมายว่า แถบบันทึกวีดิทัศน์ แถบบันทึกภาพ เทปบันทึกภาพ เทปวีดิทัศน์ ซึงแต่เดิมคำว่าVideo เป็นภาษาลาติน แปลว่า“I see = ฉันเห็น” เมื่อมาเป็นภาษาไทยกใช้คำว่า“ภาพ”
ต่อมาในปี พ่.ศ.2525 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แนะนำให้ใช้ คำว่า“ภาพทัศน์” โดยอาศัยบัญญัติคำใกล้เคียงกับภาพยนตร์ คำนี้ปรากฏในเอกสารมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จนกระทั่ง ปี พ.ศ.2530 ราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติคำว่า“วีดิทัศน์” แทนคำว่า Video คำว่า วีดิ มาจากคำว่า วิติ ซึ่งแปลว่ารื่นรมย์ หรือชวนให้รื่นรมย์ จึงทำให้ใช้คำว่าวีดิทัศน์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2540)
 
กิดานันท์ มลิทอง (2536) ได้กล่าวว่าวีดิทัศน์ (Video Tape) ซึ่งตามปกติเรามักเรียกทับศัพท์ว่า“วีดิโอเทป” เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญที่สามารถใช้ในการบันทึกภาพ และเสียงไว้ได้พร้อมกันในแถบเทปในรูปของคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า และยังสามารถลบแล้วบันทึกใหม่ได้
 
รสริน พิมลบรรยงก์(2536) ได้อธิบายว่า วีดิทัศน์ คือ เทปที่ใช้บันทึกภาพ และเสียงไว้ในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสามารถลบแล้วบันทึกใหม่ หรือบันทึกซ้ำได้
 
วชิระ อินทร์อุดม (2539) ให้ความหมายวีดิทัศน์ว่า เป็นวัสดุที่สามารถใช้บันทึกภาพและเสียงได้ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีการทางแสงเสียง และแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถบันทึกและเปิดให้ชมได้ทันที โดยอาศัยเครื่องเล่นบันทึกวีดิทัศน์ ซึ่งสามารถบันทึกและลบสัญญาณภาพและเสียงได้
 
ประทิน คล้ายนาค (2545) ให้ความหมายของวีดิทัศน์ในทางเทคนิคว่า เป็นการใช้กล้องอิเล็กทรอนิกส์ ถ่ายภาพเคลื่อนไหว พร้อมกับเสียงแล้วส่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปออกที่จอโทรทัศน์
 
คณะกรรมการบัญญัติศัพท์วิทยาศาสตร์ ได้พิจารณาเห็นว่า Video เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทเดียวกับ Television ซึ่งมีคำไทยใช้ว่า โทรทัศน์ แล้ว สมควรคิดหาคำไทยใช้กับ Video ด้วยโดยคำที่จะ คิดขึ้นนี้ควรจะมีคำว่า “ทัศน์” ประกอบอยู่ด้วย เพื่อให้เข้าชุดกัน   และควรหาคำที่จะมีเสียงใกล้เคียงกับ คำทับศัพท์ที่นิยมใช้กันอยู่แล้วซึ่งจะทำให้มีการยอมรับศัพท์ที่คิดขึ้นได้ง่าย
(วิกิพีเดีย. สารานุกรมเสรี)
 
จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ คือ วีดิทัศน์ หมายถึง แถบวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเป็นแถบเคลือบแม่เหล็กสามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้หลายมิติ เช่น ภาพ และเสียง ในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถตัดต่อ เพิมเติม ลบข้อมูลภาพและเสียงออกได้ โดยมีอุปกรณ์ที่สามารถอ่านข้อมูลสัญญาณภาพและเสียง ที่เรียกว่า เครื่องเล่นวิดีทัศน์

ลักษณะความหมายของสื่อวิดีทัศน์ใหม่
ปัจจุบัน วิดีทัศน์ที่อยู่ในรูปของเส้นเทปเคลือบสารแม่เหล็ก ในฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป  แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีของกระบวนการบันทึกและการอ่านสัญญาณวิดีทัศน์ได้แปรเปลี่ยนจากการบันทึกลงบนเส้นแม่เหล็ก เป็นการบันทึกด้วยเทคโนโลยีเชิงแสงกันเกือบทั้งหมด โดยการเล่นผ่านเครื่องเล่น VCD, DVD BlueRay ส่งสัญญาณภาพและเสียงให้ได้เห็นและได้ยินอย่างสมบูรณ์ ผ่าน เครื่องรับโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์มัลติมีเดียประเภท LCD LED หรือ Plasma เป็นต้น


ฝั่งการผลิต ยังคงมีเทคโนโลยีเส้นเทปอยู่แต่จะมีการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกโดยเคลือบสารแม่เหล็กพิเศษ นอกจากนี้มี อีก 2 เทคโนโลยี ที่นำมาใช้งานร่วมด้วย ได้แก่ หน่วยเก็บบันทึกบนจานแม่เหล็ก : harddisk และหน่วยบันทึกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ SSD : Solid State Disc(Drive) เข้ามาใช้งาน


ลักษณะเฉพาะของวีดิทัศน์
  1. เป็นสื่อที่สามารถเห็นได้ทั้งภาพ และฟังเสียง
  2. มีความคงที่ของเนื้อหา
  3. เสนอเป็นภาพเคลื่อนไหวที่แสดงความต่อเนื่องของการกระทำ
  4. ใช้ได้ทั้งผู้ชมทั้งที่เป็นกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่
  5. เสนอได้ทั้งภาพจริงและกราฟิกต่างๆ
  6. สามารถเก็บเป็นข้อมูลและนำมาเผยแพร่ได้หลายครั้ง



ประเภทของรายการวีดิทัศน์เพื่อการศึกษา
รายการวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาตามลักษณะของรายการไม่แตกต่างจากรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ซึ่งจำแนกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
  1. รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (Education Television : ETV)
    รายการประเภทนี้มุ่งส่งเสริมการให้ความรู้ทั่วไปในด้านต่างๆ แก่ผู้ชม เช่น สารคดี วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เป็นต้น
  2. รายการโทรทัศน์เพื่อการสอน (Instruction Television ITV)
    รายการประเภทนี้เน้น ในเรื่องการเรียนการสอนแก่กลุ่มผู้ชมบางกลุ่มโดยตรง ใช้ได้ทั้งการสอนเนื้อหาทั้งหมดเป็นหลัก และการสอนเสริม มักจะเป็นรายการที่ครอบคลุมกระบวนการเรียนการสอนที่สมบูรณ์ ตั้งแต่วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอนและการวัดผล ใช้ได้ทั้งภายในสถานศึกษาโดยตรง หรือการศึกษาระบบเปิด เช่น รายการสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
  •  
     
     
     
     



    วิธีการเรียนรู้
    จากการศึกษารายละเอียดของรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและสื่อบทเรียนวีดิทัศน์ ที่ผ่านมา พอจะเห็นว่า เป็นระบบและสื่อที่ให้ความน่าสนใจกับผู้เรียนได้ดี สามารถตรึงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ยาวนาน ด้วยจุดเด่นความพร้อม ของภาพและเสียง จึงเป็นระบบและสื่อที่มีประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในหลากหลายด้าน ซึ่งนักการศึกษาได้กล่าวถึง ประโยชน์ของวีดิทัศน์ และบทเรียนวีดิทัศน์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนสรุปได้ดังนี้ คือ
    1. มีประสิทธิภาพการในการสื่อสารสูง มีทั้งภาพ และเสียงในเวลาเดียวกัน
    2. สามารถต่อขยายให้ผู้เรียนดูครั้งละหลาย ๆ คนได้กล่าวคือ สามารถให้ดูได้ครั้งละมากถึงเป็นพัน ๆ คนได้
    3. สามารถหยุดดูภาพนิ่งบางจุดหรือดูซ้ำอีกหรือดูภาพช้าได้โดยไม่ทำให้เนื้อเรื่องเสียไป
    4. ใช้ประกอบการเรียน ซ่อมเสริม รายบุคคลหรือรายกลุ่มคนโดยใช้ได้ทั้งผู้ที่เรียนช้าหรือผู้ที่เรียนเร็ว โดยให้เรียนไปตามความสามารถของบุคคลได้
    5. ใช้ในการฝึกทักษะการแสดงหรือการสอนของครูได้
    6. สามารถแพร่ภาพและเสียงหรือนำเอาเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นหรือเรื่องราวที่อยู่ไกล ๆ มาให้ชมได้
    7. แสดงการสาธิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถทำให้ผู้เรียนได้เห็นสิ่งที่ต้องการเน้นโดยใช้เทคนิคการถ่ายใกล้ (Close up) หรือขยายภาพหรือสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เห็นทั่วถึงกันอย่างชัดเจน
    8. โทรทัศน์ดึงดูดความสนใจของเด็กได้ดี เด็กเรียนด้วยความพอใจและมีเจตคติที่ดีต่อโทรทัศน์
      (คณาจารย์ภาควิชาโสตทัศนศึกษา รามคำแหง 2532, 116;ไพโรจน์ ตีรณธากุล และนิพนธ์ ศุภศรี 2528, 3)
    ดังนั้นเราจึงพอสรุปถึงจุดเด่นของวีดิทัศน์ที่ให้คุณค่าในด้านการศึกษาและการเรียนการสอนได้ดังนี้
    1. สามารถเป็นสื่อกลางระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การทดลอง การสาธิต นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เรียนเรียนได้เป็นจำนวนมาก
    2. สามารถนำเอาสิ่งที่อยู่ไกลตัวผู้เรียนมาสู่ผู้เรียนได้ง่าย เช่น เมื่อพูดถึงเหมืองแร่ ก็อาจจะไปถ่ายเหมืองแร่มาให้ชม แทนที่จะบรรยายด้วยปากเปล่าอย่างเดียว
    3. เทคนิคทางภาพพิเศษจะช่วยให้การผลิตบทเรียนวีดิทัศน์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
    4. เทปวีดิทัศน์เป็นสื่อในการสร้างค่านิยม ทัศนคติได้เป็นอย่างดี เพราะภาพเสียงและการแสดงที่ออกมาย่อมเข้าถึงใจคนได้ง่ายกว่าเรื่องอย่างอื่น
      (วสันต์ อติศัพท์ 2533, 13-14)
    การผลิตรายการข่าวโทรทัศน์